บทความ

ปฏิบัติธรรมผิดหมดทุกคนน่ะละ

รูปภาพ
ไม่มีใครตรัสรู้แจ้งมาก่อนปฏิบัติธรรม เมื่อปฏิบัติธรรมด้วยความไม่รู้ ดังนั้น “ทุกคนก็ต้องปฏิบัติผิดทั้งหมด” ใครมีสติไวก่อนก็เข้าสู่สุญตา ล้างความคิดเลอะเทอะออกได้เร็วก่อนเท่านั้นเอง ส่วนใครยังไม่มีสติก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน? ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง คนเราทุกคนปฏิบัติธรรมผิดหมดได้อย่างไร?   ดังต่อไปนี้ ๑ ไม่ผิดหรอกที่ผิด “ผิดเป็นครู” คนเราจะมีครูได้เมื่อรู้ตัวว่าผิด คนที่ยังไม่รู้ตัวว่าผิดจะยังไม่มีครู เมื่อยังไม่มีครูก็ยังลองผิดลองถูกของตัวเองต่อไป ดังนั้น ไม่ผิดหรอกที่ผิด ต้องผิดก่อนนี่ละจึ ง จะมีครูได้ ต่างกันก็แค่ใครมีสติได้ก่อนก็รู้ตัวก่อนว่าตนเองผิดตรงไหน? เมื่อรู้ผิดแล้วแก้ไขก็เรียกว่า “บัณฑิต” หรือผู้มีการศึกษา ไม่ได้ศึกษาอะไรไกลตัวหรอก ศึกษาเพื่อดูตัวเองว่าเราผิดพลาดอะไร ตรงไหนก็แก้ไขตรงนั้น เท่านั้นเอง คนเราจะเลิกหลงตัวเองได้ก็เมื่อ “มีสติรู้ตัวว่าผิด” ว่าเออ เรามันก็ผิดได้นะ ความหลงตัวเองก็จะลดลงไปได้ แต่คนที่ยังไม่มีสติรู้ตัวว่าผิด ก็จะหลงตัวเองอยู่ต่อไป ก็จะไม่รู้ว่าตนเองต้องแก้ไขตัวเองตรงไหน? ดังนั้น ความผิดจึ ง เป็นครูสอนเรา ๒ การมีสติที่แท้จริ...

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด

รูปภาพ
ในบทความก่อนได้อธิบายแล้วว่าการปฏิบัติธรรมผิดพลาดนั้นสู้ไม่ปฏิบัติธรรมแล้วเป็นคนปกติยังดีกว่าว่ามีความหมายอย่างไร? หลายท่านอาจยังไม่เข้าใจและไม่คิดว่าตัวเองก็เข้าข่ายปฏิบัติธรรมพลาดด้วย ดังนั้น จำต้องอธิบายเพิ่มเติมต่อไป ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง “ อาการของการ ปฏิบัติธรรมพลาด”   ดังต่อไปนี้ ๑ มีความเห็นผิดไปจากความจริง ดังคำกล่าวของเซนที่ว่า “ก่อนปฏิบัติธรรมเห็นภูเขาเป็นภูเขา เมื่อปฏิบัติธรรมเห็นภูเขาเป็นความว่าง หลังปฏิบัติธรรมสำเร็จแล้วเห็นภูเขาเป็นภูเขาดังเดิม” นี่ละครับ คนเราเมื่อปฏิบัติธรรมพลาด จะมีความเห็นผิดไปจากความเป็นจริงเรียกว่า “ทิฐิวิปลาส” คำว่าทิฐิ ก็คือความคิดเห็น คำว่าวิปลาส ก็คือผิดไปจากความจริง นั่นเอง หลายคนไม่รู้ตัว ขาดสติ ไม่ทราบว่าตนเองมีความเห็นผิดไปจากความเป็นจริง เพราะมองว่าฉันถูกต้อง ฉันมีธรรม ไปยึดติดเอาว่า “ธรรมะคือความถูกต้อง” เช่น ความว่างคือธรรมะ ความว่างคือความถูกต้อง ทีนี้ มองภูเขาเป็นความว่างก็ไม่รู้ตัว ไม่มีสติว่าตนเองเกิดทิฐิวิปลาส ขึ้น มาแล้ว พอจะเห็นภาพไหม? ๒ มีความเป็นเจ้าของธรรมะ “สัพเพธัมมา อนัตตา” ธรรมทั้งหลายมิใช่ตัวตนข...

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

รูปภาพ
ไม่ปฏิบัติธรรมอะไรคุณก็เป็นมนุษย์ธรรมดา แต่ถ้ามาปฏิบัติธรรมแล้วผิดพลาดคุณอาจไม่เหลือความเป็นคนได้ บางคนกลายเป็นร่างปอบ บางคนกลายเป็นผีเฝ้าตำรา เพราะธรรมะเป็นของสูง จะปฏิบัติได้ต้องมีศีลดี ไม่ต่างจากการฝืกวิชาอาคม ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง ไม่ ปฏิบัติธรรมดีกว่าอย่างไร   ดังต่อไปนี้ ๑ แม้แต่หลวงพ่อดังๆ ก็พลาดทั้งนั้น สิ่งที่คุณควรตระหนักก่อนอย่างแรกคือ แม้แต่หลวงพ่อสด หลวงปู่มั่น ฯลฯ ก็พลาดมาแล้วทั้งนั้น ปฏิบัติแล้วเกิดสัญญาวิปลาสครับ “แล้วคุณเป็นใครมาจากไหนดีเด่กว่าพระเหล่านี้อย่างไร?” เลยหลงว่าตัวเองถูกต้องแล้ว ไม่พลาด? ปฏิบัติธรรมเอง บางคนครูบาอาจารย์ก็ไม่มี รู้ไหมพวกที่เป็นปอบวิชาน่ะมันก็ปฏิบัติเองนี่ละ ของแบบนี้ไม่ใช่ของเล่นๆ มาทำเล่นๆ กันได้ ธรรมะก็เหมือนไฟ เหมือนงูพิษ ไม่ต่างจากวิชาอาคม ทำไม่ดีก็กลายเป็นผีปอบได้ ตอนนี้ กำลังเริ่มเป็นกันแล้ว และเป็นกันมาก ไม่ใช่ผีปอบนะเป็นอะไรกันก็ไม่รู้ เป็นเยอะและหนักด้วย คนเราทุกคนนะ “ต้องพลาดมาก่อนทั้งนั้น” ไม่มีใครตรัสรู้แต่ต้น แต่เราจะรู้ตัวไหมว่าพลาด?            ...

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

รูปภาพ
หลายท่านชอบอ้างหลักการ, ทฤษฎี, หลักธรรมต่างๆ ทว่า การอ้างอิงหลักธรรมเหล่านี้มิได้แสดงว่าท่านมีปัญญาอันใดเลย ปัญญาที่แท้จริงนั้นอยู่ที่การแก้ปัญหาได้จริงที่เรียกว่า “ปฏิเวธ” ต่างหาก เฉกเช่น ท่านอิกคิวซัง นี่คือ ตัวอย่างของผู้ใช้ปัญญาที่แท้จริง ในบทความนี้ขออธิบายเรื่องการใช้ปัญญาที่แท้จริง ดังต่อไปนี้ ๑ เลิกพล่ามหลักธรรม ผู้มีปัญญาที่แท้จริงจะไม่พล่ามหลักธรรม แต่จะสามารถใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง ดังเช่น ท่านอิกคิวซัง ไม่เคยมีว่าท่านอิกคิวซังจะแสดงธรรมในเชิงปรัชญาว่าธรรมะคืออะไร อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่มี มีแต่ท่านอิกคิวซังใช้ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิตจริง นี่แหละคือผู้มีปัญญาที่แท้จริง อย่ามั่วพล่ามธรรมะอวดเบ่งแข่งกันไปวันๆ เลยครับ วนอยู่แต่ในหลักการ, หลักธรรมทั้งนั้น แต่ชีวิตจริงใช้การไม่ได้ ไม่มีปัญญาจะแก้ไขปัญหาให้ใคร ปัญหาสังคม ปัญหาของชาติบ้านเมืองก็ไม่รู้จะแก้อย่างไร แบบนี้ใช้ไม่ได้ครับ เป็นได้แค่พวก “สิบแปดมงกุฎ” เอาธรรมะมาพล่ามหลอกผู้คน ทว่า ไม่มีปัญ ญ าจะช่วยอะไรใครได้จริงครับ            ...

ตั้งไข่ปฏิบัติธรรมคืออะไร?

รูปภาพ
หลายท่านปฏิบัติธรรมแล้วจะต้อง “หลงทาง” ทุกคน ทำไมหรือ ก็เพราะไม่มีใครตรัสรู้มาก่อน ทุกคนเริ่มต้นจากอวิชชากันทั้งนั้น เริ่มต้นจากไม่รู้แล้วลองผิดลองถูกกันทั้งนั้น ดังนั้น “สติตัวแรกคือรู้ว่าเราหลงอย่างไร?”   เราก็จะเริ่มต้นตั้งไข่ในการปฏิบัติธรรมได้ ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง “ การตั้งไข่ ปฏิบัติธรรม”   ดังต่อไปนี้ ๑ กลับมาฐานกายฐานจิต มีคนจำนวนมากเตลิดไปไกลแต่เขาไม่รู้ตัวว่าเขาเตลิดไปไกลแค่ไหน? คือ เวลาเราหลงทางกว่าจะรู้ตัวบางทีก็ใช้เวลานาน จริงไหมครับ? ทำไงดีเอ่ย? ก็มีสติครับ กลับมาที่พื้นฐานก่อนคือฐานกายฐานจิต อย่าให้เตลิดไปไกล ไปนานเกิน หลวงพ่อสดกล่าวไว้ว่า “หยุดคือตัวสำเร็จ” อันนี้สติของจริงแท้แน่นอน คือ เรามีสติรู้ตัวว่าหลงทางละ เราต้องหยุดให้เป็นครับ พอเราหยุดปั้บสติมันจะพาเรากลับมาที่ฐานกายฐานจิตเรียกว่ามีสติรู้ตัวทั่วพร้อมละ เราจะเริ่มได้สติว่าเออ เฮ้ย นั่นมันไม่ใช่เรานะ เราจริงๆ ไม่ได้ต้องการแบบนั้นนี่ นี่เราเตลิดไปไกลเลย เพื่อนลากพาเราไปหรือสังคมลากพาเราไป? การหล่อหลอมการสอนลากพาเราไปเสียไกลเลย          ...

ยุคแห่งการอวตาร

รูปภาพ
สัตว์โลกที่ได้เกิดเป็นมนุษย์และละยุคไม่เหมือนกัน ด้วยบุญกรรมทำแต่งมาไม่เหมือนกัน ในยุคปัจจุบันคือยุคของการอวตาร แต่ละคนจะไม่เหมือนตัวตนดั้งเดิมที่ตนเคยเป็น เราเหมือนต้องสวมหัวโขนเป็นสิ่งอื่น ที่ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ จนชาติสุดท้ายก็จะหลุดพ้น ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง “ ยุคแห่งการอวตาร ”   ดังต่อไปนี้ ๑ การอวตารคืออะไร? การอวตารคือ การที่เราเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิมเมื่อลงมาเกิดครับ เช่น พระนารายณ์เดิมมีสี่กร แต่พอลงมาเกิดเป็นพระรามแล้วจะมีแค่สองมือเหมือนมนุษย์ทั่วไป การอวตารจำเป็นต้องมีเพื่อ “ให้สอดคล้องกับยุคสมัย” เช่น หากสรรพสัตว์มากมายมาเกิดเป็นมนุษย์แล้วเสื่อมกลายเป็นปีศาจในร่างคน พระโพธิสัตว์จะอวตารเป็นปีศาจบ้างก็ได้ เพื่อจะได้เรียนรู้และเข้าใจวิสัยของสัตว์เหล่านั้น จากนั้นก็ปฏิบัติธรรมจนหลุดพ้น แล้วนำทางสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้หลุดพ้นตามตน หากเราไม่ยอมอวตาร ติดอยู่ในความเป็นโพธิสัตว์อยู่ เราจะไม่เข้าใจสรรพสัตว์ได้ครับ เราจะคิดเหมือนพระเจ้าว่าทำไมสัตว์โลกนั้นหลงโลกจัง ล้างโลกเลยดีมั้ย?              ...

ใช้ชีวิตด้วยอิทัปปัจจยตา

รูปภาพ
“การเหมารวมว่าทุกอย่างว่างเปล่า ปฏิเสธความมีเหตุผลแบบอิทัปปัจจยตาคือมิจฉาทิฐิแบบ หนึ่ง ” เพราะความเป็นจริงนั้น ทุกสิ่งไม่ได้ว่างเปล่าอยู่ตลอด แต่มีพลวัตรเกิดดับไม่เที่ยง ดิ้นได้เหมือนปลาเป็นไม่ใช่ปลาตายลอยตามน้ำไปวันๆ ก็หาไม่ ในบทความนี้ขออธิบายเรื่อง “การใช้ชีวิตด้วยอิทัปปัจจยตา”   ดังต่อไปนี้ ๑ อย่านั่งทื่อบื้อใบ้รอนิพพาน หลายท่านคิดว่าพระอรหันต์ต้องนั่งนิ่งบื้อใบ้เป็นพระอิฐพระปูนที่เขากราบไหว้ทุกวัน พระหลายรูปก็ชอบทำตัวแบบนั้นเพื่อให้คนเขาคิดว่าเป็นพระอรหันต์เสียด้วยสิ ไม่ใช่นะครับ การนั่งทื่อบื้อใบ้รอนิพพานไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญาจริงแต่เป็น “ความหลงในรูป” อย่าง หนึ่ง หลงในรูปอย่างไร? ก็หลงในรูปแบบแห่งความนิ่ง ความว่างเปล่าหรือนิพพานว่าเป็นความถูกต้องแบบตายตัว ไม่มีพลวัตร ไม่มีอนิจจัง ไม่พลิกแพลงพลิกผัน นี่ไม่ใช่ลักษณะของความจริงครับ ลักษณะของความจริงสามประการเรียกว่า “ไตรลักษณ์” ได้แก่ อนิจจัง, ทุกขัง และอนัตตานั้น มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา เกิดดับได้เป็นธรรมดา ไม่ได้แน่นิ่งตายตัวอย่างนั้นครับ            ...

จิตวิญญาณต่างกัน ตายต่างกันอย่างไร?

รูปภาพ
จิตวิญญาณในร่างนั้นส่งผลต่อรูปแบบการตายได้ต่างกัน สามารถทำนายและสังเกตุได้แม้ว่าจะไม่เสมอไปทั้งหมดทุกกรณี แต่สามารถพิจารณาดูความเป็นไปได้ส่วนใหญ่ได้ นอกจากนี้ ผู้มีธรรมมักตายอย่างสงบไม่ค่อยทรมาน นี่คืออานิสงค์การของการปฏิบัติธรรม ในบทความนี้ขออธิบายเรื่องรูปแบบการตาย   ดังต่อไปนี้ ๑ การตายแบบมนุษย์ธรรมดา มนุษย์ธรรมดาจะตายอย่างมนุษย์ธรรมดา ถามว่า ตายแบบมนุษย์ธรรมดาคืออย่างไร? ก็คือ ป่วยตาย ตามธรรมชาติที่ว่า เกิด, แก่, เจ็บ, ตาย นั่นละ และจะป่วยไม่นาน คนที่ป่วยนานผิดปกติ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดานะ บางคนอาจเป็นร่างของปอบได้ ข้อนี้หลายคนทราบดี แต่จะเชื่อหรือไม่ก็อีกเรื่อง คนที่ป่วยนานๆ แต่ไม่ตายนี่ผิดปกติมนุษย์แล้ว ถามว่าทำไมไม่ตาย? เพราะผีมันไม่ยอมออกจากร่าง มันก็ไม่ตายเสียที ผีมันมีฤทธิ์ ไม่ตายง่ายๆ แต่ร่างสังขารนั้นต้องตายแล้ว กลับไม่ตาย เห็นไหม มันดูได้ว่าการตายแบบผิดปกติมนุษย์นี้มีอยู่จริง เห็นได้จริง สังเกตุได้ไม่ยาก แต่ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่ามนุษย์ปกติตายอย่างไร? คือ ตายง่ายๆ ไงครับ               ...

อวตารแห่งพระโพธิสัตว์

รูปภาพ
พระโพธิสัตว์ไม่จำเป็นต้องเกิดเป็นกษัตริย์หรือเศรษฐี อาจเกิดเป็นยาจกก็ได้ และส่วนใหญ่พระโพธิสัตว์จะอวตารเป็นคนชั้นล่าง ถามว่าทำไม? เพื่อเอาบุญมาช่วยคนชั้นล่างไงครับ เมื่ออวตารเป็นยาจกแล้วท่านจะไม่เหมือนยาจกธรรมดาทั่วไป ในบทความนี้จะขออธิบายเรื่อง “อวตารแห่งพระโพธิสัตว์” ดังต่อไปนี้ครับ ๑ อวตารไม่จำเ ป็นต้องเป็นคนสำคัญ? ดังที่กล่าวแล้วว่าพระโพธิสัตว์ไม่จำเป็นกษัตริย์หรือเศรษฐี การอวตารนี้ก็เพื่อลงมาเรียนรู้และเข้าใจในสัตว์นั้นๆ เช่น เมื่ออยากโปรดคนยากจนก็มาเกิดเป็นคนยากจน บุญบารมีไม่จำเป็นต้องเบิกออกมาหมดและถ้าใครจน ก็ไม่ได้แปลว่าเขาไม่มีบุญบารมีครับ ส่วนใหญ่พระโพธิสัตว์มักนิยมเกิดมาเป็นคนจนในยุคหลังๆ ถ้าอยู่ในยุคระบอบกษัตริย์กำลังรุ่งเรือง ท่านอาจมาเกิดในตระกูลกษัตริย์เพราะทำกิจได้สะดวกกว่าแต่ยุคหลังนี้ เป็นคนธรรมดาก็ทำกิจได้เหมือนกัน แถมได้บารมีมากกว่าด้วยครับ เพราะทำด้วยจิตอาสาไม่ได้ทำเพราะเป็นกษัตริย์หรือเพราะมีชาติตระกูล การเกิดมาเป็นคนไม่สำคัญ ทำให้สร้างบารมีได้มากกว่าคนสำคัญครับ               ...