ที่มาและแนวคิด



เราคือผู้มีแนวคิดในการก่อตั้งมูลนิธิแจกันยุวชน โดยมีจุดเริ่มต้นจากเราผู้มีแนวคิดในการก่อตั้งมูลนิธิได้ปฏิบัติธรรม บวชเป็นพระและไม่คิดลาสิกขาตลอดชีพ ทว่า ไม่อาจทำได้ จำต้องลาสิกขาออกมาแล้วได้ปฏิบัติธรรมต่อด้วยจิตแน่วแน่ แม้ไม่ได้ห่มผ้าเหลืองก็ยังคงปฏิบัติธรรมเช่นเดิม ได้พบครูบาอาจารย์มากมาย กัลยาณมิตรอีกจำนวนมาก ในที่สุด ก็คิดได้ว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม ได้ทดลองปฏิบัติธรรมด้วยการจัดแจกัน โดยเรียนรู้จากแนวทางของอิเคบานะและโคริงกะ ทว่า เพื่อให้ได้แนวทางของตนเอง จึงได้คิดค้นการจัดแจกันแบบใหม่ที่เรียกว่า “วิถีกวนอิม” ขึ้นมา เมื่อประยุกต์เข้ากับชีวิตปัจจุบันได้ดีแล้ว ก็เห็นว่าควรเผยแพร่แนวคิดและแนวทางในการปฏิบัตินี้แก่ผู้ที่สนใจด้วย 

โดยเริ่มต้นจากเพจ “แจกันกวนอิม” และเพจ “ปุณฑริกสมาคม” ผ่านการเขียนบทความธรรมะต่างๆ มีผู้สนใจไม่มากในช่วงเริ่มต้น แต่เมื่อนำไปปฏิบัติแล้วกลับได้ผลดีมาก ในที่สุด ก็นำมาสู่แนวคิดในการจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาด้วยไม่ต้องการประกาศธรรมะในฐานะ “ศาสดาใหม่” หรือ “ผู้วิเศษ” ใดๆ ทั้งสิ้น การก่อตั้งมูลนิธิ ทำให้สามารถทำกิจผ่าน “นิติบุคคล” ได้ มิใช่ยกตัวเอง อุปโลกน์ตัวเองเป็นนั่นเป็นนี่อะไรทั้งสิ้น อีกทั้งยังมีแนวทางการทำงานที่สอดคล้องกับ “ธรรมปัจจุบัน” เหมาะสมกับยุคสมัยใหม่อีกด้วย ทั้งนี้ แนวคิดการก่อตั้งมูลนิธิฯ ยัอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง


โดยดำนินการภายใต้สโลแกน “ความเป็นหนึ่งทั้งห้า” ที่ว่า ...

1 โลกหนึ่งเดียว
2 มวลมนุษยชาติหนึ่งเดียว
3 มีใจเป็นหนึ่งเดียว (แจกันเดียว)
4 ธรรมปัจจุบัน ธรรมะ ธรรมชาติหนึ่งเดียว
5 การทำงานเรียบง่ายเป็นหนึ่งเดียวกับการปฏิบัติธรรม





พันธกิจของมูลนิธิแจกันยุวชน  

1 ต่อโลก                                                                                                              
มูลนิธิมีพันธกิจในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนและมีความรับผิดชอบต่อโลก เช่น การส่งเสริมแนวคิดที่ทำเพื่อลดโลกร้อน การปลูกต้นไม้ ฯลฯ โดยที่มนุษย์ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีอำนาจ หรือเป็นนักการเมืองใดๆ เลย กิจกรรมง่ายๆ ที่ใครก็ทำเพื่อโลกได้ จึงกลายเป็นพันธกิจของมูลนิธิฯ ของเรา

2 ต่อมวลมนุษยชาติ
มูลนิธิมีพันธกิจในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนและมีความรับผิดชอบต่อมวลมนุษยชาติ เช่น ส่งเสริมการทำงานแบบมนุษย์ที่ไม่มีการจ้างงาน, การทำงานด้วยเจตจำนงเสรี, จิตอาสา ไม่มีเจ้านายหรือลูกน้องแต่ใช้ระบบพี่เลี้ยงเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนทั้งหลายมีความเป็นมนุษย์ มีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์และเพื่อสาเหตุอื่นๆ

3 ต่อสันติภาพ
มูลนิธิมีพันธกิจในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุนสันติภาพของโลก เช่น การช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพราะเรารู้ดีว่าหากเศรษฐกิจล่มจม สงครามโลกจะเกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้น โครงการ, กิจกรรมหลายอย่างล้วนเกิดขึ้นเพื่อเหตุผลที่ว่านี้ เช่น การอบรมสัมนาเชิงปฏิบัติการณ์เพื่อสร้างนักธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

4 ต่อประชาธิปไตย
มูลนิธิมีพันธกิจในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุน ปชต. เช่น การส่งเสริมการทำงานอย่างอิสระเสรี การใช้หลัก “เจตจำนงเสรี” ในการทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเยาวชน เพื่อสร้างเยาวชนที่มี ปชต. แบบสันติวิธีในเชิงการพัฒนาสังคมและทรัพยากรมนุษย์ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง, การประท้วง, ก่อความวุ่นวายในประเทศต่างๆ

5 ต่อศาสนธรรม

มูลนิธิมีพันธกิจในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสนับสนุน ศาสนธรรมในศาสนาต่างๆ อย่างไม่จำกัด เช่น การใช้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม, การจัดแจกันวิถีกวนอิม ฯลฯ อันเป็นแนวทางเฉพาะ เป็นเอกลักษณ์ของมูลนิธิของเรา ทั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่ความเป็นปัจจุบัน ประยุกต์เข้ากับชีวิตจริงของผู้คนได้ ไม่เน้นภาคทฤษฎีที่มักเฟ้อฝัน





วัตถุประสงค์

1 เพื่อยังประโยชน์แก่โลก, แก่มวลมนุษย์, แก่สังคม ฯลฯ ในด้านต่างๆ อย่างเปิดกว้าง เสรีพอที่มนุษย์ธรรมดาจะสามารถกระทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ เช่น การเยี่ยมผู้ป่วย, การเยี่ยมเด็กกำพร้า, การสำรวจสังคม ฯลฯ

2 เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้มีภาวะผู้นำ, ผู้ตาม, การทำงานเป็นทีม, การบริหาร, การวางแผน ฯลฯ จนสามารถประยุกต์ไปใช้จริงในชีวิตได้ เมื่อผ่านงานในมูลนิธิแล้วจะเป็นเจ้าของกิจการตนเอง ก็สามารถทำได้

3 เพื่อสร้าง “เจ้าของกิจการขนาดเล็ก” รุ่นใหม่ๆ ออกไปสู่โลกแห่งความจริง โดยการพัฒนาตนเองด้วยการทำกิจกรรมในมูลนิธิก่อน เรียนรู้หลักการทำงานก่อนโดยไม่ต้องลองถูกลองผิด ด้วยการลงทุนจริงให้เสียเงินก็ได้

4 เพื่อใช้ “การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม” ด้วยการทดลอง “จัดแจกัน” ให้เกิดสมาธิ, สติปัญญา ฯลฯ ได้แล้วก็จะสามารถประยุกต์ไปสู่การทำงานอื่นๆ เป็นการปฏิบัติธรรมไปในตัว เป็นการเดินธรรมภาคฆราวาสได้อีกด้วย

5 เพื่อสร้างยุคใหม่ที่มี “ธรรมปัจจุบัน” เพาะบ่มจากเยาวชนเป็นจุดเริ่มต้น ส่งเสริมธรรม ศาสนาต่างๆ อย่างไม่มีจำกัด เสมือนว่ามูลนิธิคือวัด แต่ไม่ใช่วัด ทั้งยังเหมาะสมกับฆราวาสมากกว่าวัด เหมาะสมกับยุคปัจจุบันด้วย


กลุ่มเป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมายทางการตลาด : บุคคลทั่วไป ไม่จำกัด ที่สนใจในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ชอบทำงานกิจกรรมสังคม ต้องการหา “สังคมที่ดีงาม” อยากสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่โลก กำลังหาวัดหรือมูลนิธิต่างๆ ในการทำสิ่งดีงามอยู่ แต่วัดก็ยังไม่ใช่คำตอบ มูลนิธิบางแห่งก็ยากที่จะร่วมกิจกรรม เช่น การเก็บศพ ที่ยากเกินไป จึงต้องการหา “สังคมของฆราวาส” ที่ทำกิจ เพื่อสังคม เพื่อมวลมนุษย์ เพื่อโลก แบบง่ายๆ สบายๆ เป็นกันเอง

กลุ่มเป้าหมายทางบุคคลากร : อายุ 30-50 ปี ไม่จำกัดเพศ มีประสบการณ์การทำงานในแบบใดก็ได้ มีความสามารถถ่ายทอดประสบการณ์ทำงานของตนให้น้องๆ ได้ โดยเน้นการทำงานจริง ในฐานะ “พี่เลี้ยง” โดยพี่เลี้ยงชายเรียกว่า “บราเดอร์” พี่เลี้ยงหญิงเรียกว่า “ซิสเตอร์” ไม่มีระบบการทำงานแบบเจ้านายกับลูกน้อง แต่มีพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือและสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้เยาวชนทำงานในเบื้องหน้าตามเจตจำนงของเขาเอง


กลุ่มเป้าหมายทางอาสาสมัคร : เยาวชนอายุไม่เกิน 30 ปี โสด ยังไม่มีครอบครัว ไม่มีภาระ มีเวลาว่างพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สนใจการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาตัวเอง พัฒนาภาวะผู้นำและการทำงานเป็นทีม ไม่จำกัดเพศ ไม่ชอบทำงานประจำ รักอิสระเสรีสามารถร่วมกิจกรรมเป็นครั้งคราวได้ ลุยงานภาคสนาม พร้อมที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่น ยอมเปิดใจเรียนรู้ หรือยอมให้ผู้อื่นวิจารณ์แล้วนำงานของตนไปแก้ไขปรับปรุงได้

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม