แจกันวิถีกวนอิม



การจัดแจกัน "วิถีกวนอิม" นี้จัดเป็นการทำานพื่อการปฏิบัติธรรม พื่อการฝึกสมาธิ, สติปัญญา จากการทำงานครับ เราใช้หลักการทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ต้องไปกำหนดให้เป็นสมาธิรูปแบบไหน ไม่ตั้งเจตนาที่จะให้เป็นสมาธิใดๆ สมาธิแบบพราหมณ์กับแบบพุทธไม่เหมือนกัน แบบพราหมณ์นั้นจะมีการกำหนดรูปแบบชัดเจน รูปฌานก็อย่างหนึ่ง อรูปฌานก็อย่างหนึ่ง ต่างกันไป แต่ของพุทธจะไม่มีเช่นนั้น เพราะจะเป็นเรื่องของธรรมะ ธรรมชาติครับ เป็นสมาธิที่เกิดเอง ดับเองตามธรรมชาติ ไม่มีการกำหนดหรือตั้งเจตนา แต่เพราะจิตของคนเรามักห้ามไม่ได้ที่จะไม่ให้มีเจตนาอะไรเลย ดังนั้น เราจึงใช้ "การจัดแจกัน" เป็นเครื่องหลอกล่อจิต ให้มาตั้งเจตนาที่การจัดแจกันแล้วให้สมาธินั้นเกิดเอง ดับเอง อย่างเป็นธรรมชาติขณะจัดแจกันนั้นๆ ซึ่งแนวทางการจัดแจกันวิถีกวนอิมนั้น จะได้นำเสนอต่อไปครับ

ประวัติการจัดดอกไม้แบบวิถีกวนอิม

ศิลปะการจัดดอกไม้มีหลายแบบครับ เช่น แบบอิเคบานะ, โคริงกะ เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากญี่ปุ่นนะครับ เช่น แบบอิเคบานะ ที่จะมีรูปแบบชัดเจนตายตัวตามหลักธรรม (ฟ้า-ดิน-คน) แต่แบบโคริงกะจะไม่มีรูปแบบตายตัว แต่จัดตาม "ดอกไม้ต้องการให้เป็น" ไม่ใช่รูปแบบที่เรากำหนดให้เป็น น่าทึ่งไหมละ สำหรับการจัดดอกไม้วิถีกวนอิมนั้น ชายมีความเป็นมาสามส่วน ดังนี้

1 ปริศนาธรรมของพระศากยมุนี
ครั้งหนึ่ง ชายและเพื่อนที่มีตาทิพย์ ได้มีโอกาสได้รับปริศนาธรรมจากพระศากยมุนีที่ประทับอยู่ ณ พุทธเกษตร ตอนนั้นท่านได้แสดงให้เห็น "แจกันทิพย์" ของท่าน ที่มีดอกไม้อยู่เต็ม และหลากหลายสีสันเลยครับ ชายไม่ทราบจะตีปริศนานั้นอย่างไรแต่ก็ได้ทำตาม คือ การจัดดอกไม้ลงแจกัน เผื่อว่าวันหนึ่งจะตื่นแจ้งในปริศนาธรรมของท่าน และเรียนรู้ธรรมผ่านแจกันดอกไม้ครับ

2 ครูอาจารย์ผู้ถ่ายทอดแนวคิด
อาจารย์สองท่านที่เกี่ยวข้องคือ หลวงพ่อโพธิศรี ซึ่งสอนเรื่องการทำสมาธิในแบบที่แตกต่างออกไป คือ ท่านไม่ได้สอนให้ทำสมาธิครับ แถมยังบอกว่า "ไม่ต้อง ไม่ตั้ง" อีก ซึ่งชายถือว่านั่นคือ ปริศนาธรรม ที่เราจะตื่นแจ้งได้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง ชายก็เลยเห็นว่าการทำสมาธิแบบต้องทำอย่างนั้น ตั้งเจตนาทำอย่างนี้ ไม่ใช่สมาธิแท้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธสมาธิว่าไม่ควรทำหรือไม่มีครับ

3 พลังอิมที่ได้รับถ่ายทอดมา
ในระหว่างปฏิบัติธรรมนั้น ชายได้รับการถ่ายทอดพลังเก้าอิมจากผู้หญิงคนหนึ่ง ทำให้ร่างกายหนาวสะท้านไปหมด แถมยังถูกสลายพลังหยาง จนสิ้นสภาพด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกที่ชายเป็นผู้ชายแต่ทำไมต้องถูกเปลี่ยนให้เป็นพลังหยิน? ภายหลังก็ไม่ได้ทำงานเหมือนผู้ชาย วันๆ อยู่แต่ในบ้าน ทำงานบ้าน ทำให้เข้าใจว่ามันคือการบำเพ็ญ "ธรรมวิถีกวนอิม" โดยไม่ได้ตั้งใจครับ 




การจัดแจกันเป็นสมาธิที่พอดีกับฆราวาส? ...

คนที่ได้ฌานนั้น เขาจะเริ่มเบื่อหน่ายความวุ่นวายทางโลก จนถึงขั้นหลบเข้าป่า หายหน้าจากผู้คนไปเลย ฌานนั้นทำให้จิตสงบ รักสงบ และเบื่อโลกได้จริงๆ แต่ข้อเสียคือ เรามีภารกิจทางโลกที่ต้องทำอยู่อีกมากมายครับ แล้วเราจะละทิ้งไปได้อย่างไร? อีกประการ การฝึกสมาธิชั้นสูงๆ นอกจากฌานนั้น จะมีความเสี่ยงมาก เสี่ยงที่จะผิดพลาด, เสี่ยงบ้า, เสี่ยงอันตรายมากมายครับ

การทำสมาธิมีมากมายหลายแบบแต่แบบไหนละที่ "พอดี" กับคุณ? ชายเคยทำสมาธิมาหลายแบบมาก วิชายากๆ ก็มี แต่ไม่นำมาเผยแพร่ เพราะเห็นว่าไม่เหมาะกับเพศฆราวาส ทำแล้วคุณก็อาจจะไม่เหมือนเดิม จิตใจ พฤติกรรมเปลี่ยนไปได้ บางอย่างก็อันตรายครับ ดังนั้น ชายจึงไม่นำเสนอสมาธิแบบชั้นสูงๆ แต่มานำเสนอสมาธิพื้นฐานที่เหมาะสมกับฆราวาสแทน นั่นคือ ศิลปะการจัดแจกัน ... มันจะไม่ทำให้คุณหลุดโลก ยังทำงานเหมือนเดิมได้ด้วยครับ

ชี่กับการจัดแจกันวิถีกวนอิม ...

ชี่หรือพลังชีวิต เป็นสิ่งสำคัญในการจัดแจกันวิถีกวนอิมครับ เพราะเราไม่ได้จัดแจกันโดยเอาความสวยงามเป็นที่ตั้งแบบโคริงกะ แต่เราเอา "ความมีชีวิต ชีวา มีจิตวิญญาณ" เป็นที่ตั้ง เมื่อเราเอาดอกไม้มาใช้ เราจะต้องคิดถึงชีวิตของมันด้วย และต้องให้ "ชีวิตใหม่แก่มัน" ในแจกันอันจำกัดของเรา ดังนั้น เราจึงต้องมีความเข้าใจเรื่องชี่ พลังชีวิตของดอกไม้, ใบไม้ เราก็จะจัดมันออกมาได้อย่างมีชีวิต ชีวา แล้วมันก็จะดูสวยงามเองไงละครับ

การจัดแจกันวิถีกวนอิม แตกต่างและเป็นเอกลักษณ์ ทั้งยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่เหมือนแบบโคริงกะและอิเคบานะแน่นอน เพราะเราใช้การจัดแจกันเป็นการฝึกลมปราณไปในตัว ขณะจัดแจกันนั้น เราจะต้องใช้พลัง "อิม" หรือ "หยิน" จากภายในตัวของเราเพื่อขับเคลื่อนท่าร่างต่างๆ ในขณะจัดแจกัน ทำให้เรารับรู้ถึงพลังปราณของดอกไม้, ใบไม้ ฯลฯ ที่มีน้อย เบาบาง ละเอียดอ่อนได้ ทั้งยังได้ฝึกลมปราณเหมือนฝึกกังฟูไปในขณะที่จัดแจกันอีกด้วยครับ การจัดแจกันวิถีกวนอิมจึงเป็นการฝึกตนอย่างยิ่งครับ ซึ่งเราต้องเพ่งมองชี่ของต้นไม้ ดอกไม้ ให้เป็นด้วยนะครับ

แจกันดอกไม้อยู่ในใจของเธอ? ...

การจัดแจกันวิถีกวนอิมนั้นเราจะต้อง “จัดออกมาจากใจมิใช่สมองคิด” อันนี้ สำคัญมากนะครับ เราจะต้องระลึกเสมือนว่ามีแจกันดอกไม้บานอยู่ในใจของเรา แล้วถ่ายถอดสิ่งนั้นออกมาจากใจของเราครับ เมื่อเราเห็นดอกไม้ ใบไม้ เราจะต้องระลึกเหมือนมันเข้าไปอยู่ในใจของเรา เราจะต้องดึงดูดเอาดอกไม้ ใบไม้ที่เราเห็นนั้นเข้าไปประทับไว้ในใจของเรา เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดสิ่งนั้นออกมาจากใจของเราได้ครับ เมื่อนั้น เราจะรู้ว่าควรเลือกดอกไม้ดอกไหน? ใบไม้, กิ่งไม้อันไหน? เพื่อให้มาอยู่ในแจกันที่เราต้องการจะจัด ยังไงละครับ

การจัดแจกันวิถีกวนอิมด้วยวิธีนี้เป็นการฝึก “พลังอิม” โดยแท้จริง เพราะคุณจะต้องดึงดูด ซึมซับเอาสิ่งที่คุณเห็นเข้าไปไว้ในใจของคุณ (อิม) ก่อนที่จะถ่ายทอดมันออกมาจากใจโดยไร้คำพูด และคำอธิบายใดๆ ตรงนี้เองที่สอดคล้องกับ “วิถีเซน” ที่ไม่เน้นการพูด การอธิบาย แต่มุ่งเน้นที่ “จิต” คนเรานั้นมีปากจะพูดให้ดูดีอย่างไรก็ได้ แต่จิตใจจริงๆ เป็นอย่างไร? การกระทำจริงๆ เป็นอย่างไร? ทุกอย่างอาจทำให้ดูดีได้แต่เพื่อให้คนเห็นว่าดี นั่นคือ ไม่ใช่ดีแท้ เพราะดีแบบมีเงื่อนไข มีวัตถุประสงค์ ยังไม่ใช่ธรรมะ ธรรมชาติครับ นักจัดแจกันที่ดี จะหุบปากเงียบแล้วจัดแจกันออกมาได้ดีครับ



เห็นคุณค่าแม้สิ่งที่ไม่สวยงาม? ...

การจัดแจกันวิถีกวนอิมนั้นเรามีลำดับในการจัดดอกไม้ตรงข้ามกับแนวโคริงกะเพราะแนวคิดตรงข้ามกันครับ แนวโคริงกะจะเน้นความสวยงาม และเลือกดอกไม้ที่สวยที่สุดลงไปจัดก่อน จากนั้นค่อยๆ เสริมเติมส่วนอื่นๆ ลงไปเป็น “ส่วนประกอบ” ในขณะที่วิถีกวนอิมจะไม่คิดเช่นนั้น เราจะเลือกสิ่งที่ดูไม่สวยงามก่อน เพราะเราสละความสวยงามก่อนอันดับแรก แนวทางของเราไม่เน้นความสวยงามแต่เน้น “คุณค่า” ของทุกสิ่ง ทุกส่วน จะไม่มีส่วนใดเป็นแค่ “ตัวประกอบหรือส่วนประกอบ” แต่มันต้องมีความโดดเด่นในตัวของมันเอง แม้กิ่งไม้ ใบไม้จะไม่สวย แต่มันจะต้องมีคุณค่าและตำแหน่งที่ดี ไม่แตกต่างจากดอกไม้สวยๆ ครับ

ด้วยเหตุนี้ แนวทางการจัดดอกไม้แบบวิถีกวนอิม จึงมักเลือกวัสดุแปลกๆ ที่ดูไม่น่าจะสวยงามนัก เช่น กิ่งไผ่เป็นต้น มาใช้ในการจัดแจกัน เพราะเราเห็นคุณค่าของมันแม้ว่ามันจะไม่มีดอกไม่สวยงามเท่าดอกไม้ก็ตาม การจัดแจกันวิถีกวนอิมนี้ ทำให้เราเห็นคุณค่าของสรรพสิ่งเท่าเทียมกัน เหมือนการจัดทีม จัดองค์กร เราจะต้องไม่ทำให้ใครรู้สึก “ด้อยค่า” ต้องกลายเป็นเพียงตัวประกอบ หรือส่วนประกอบเพื่อความงามของผู้อื่น นั่นมันเท่ากับลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ลดทอนคุณค่าของสิ่งต่างๆ ชัดเจน นักจัดแจกันวิถีกวนอิมจึงต้องแสวงหาสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็นคุณค่า เช่น ดอกหญ้า เพื่อนำเสนอคุณค่าและความงามของมันไงละครับ ด้วยเหตุนี้ เราจึงช่วยให้คนไม่ทำลายแม้แต่หญ้าที่ดูไร้ประโยชน์ครับ



ดอกไม้มีปริศนา-แจกันมีโจทย์ของมัน ...

นักจัดดอกไม้จะต้องหัดใช้ "ใจเพ่ง" ก็จะรู้ว่าดอกไม้แต่ละชนิดนั้นมี "ปริศนาธรรม" ใดแฝงอยู่ ดอกไม้กำลังบอกเราคืออะไร? เมื่อนำมาจัดแจกัน เราจะเห็น "โจทย์" ของมัน ออกมาเสมอๆ ทำให้เราได้ฝึกใช้ปัญญาแก้ไขปัญหานั้นๆ ครับ เช่น แต่ละสิ่งเมื่อนำมารวมในแจกันแล้ว มันเข้ากันไม่ได้เลย เอาละสิ จะแก้ปัญหานี้อย่างไร? การจัดแจกันวิถีกวนอิมให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้มากกว่าความสวยงามครับ (แบบโคริงกะเน้นความงาม)

นักจัดดอกไม้จะต้องแสวงหา "โจทย์ปริศนาใหม่ๆ" ให้ตัวเองเสมอๆ เพราะนั่นคือวิถีทางที่จะทำให้เราพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปเรื่อยๆ ยังไงละครับ แม้ว่าจะจัดแจกันเป็นแล้ว เข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว แต่การแสวงหาโจทย์ใหม่ๆ ให้ตัวเอง ก็ยังทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เสมอๆ เพราะยังมีพืชพรรณและดอกไม้อีกนานาชนิดที่เราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจมัน เหมือนคนที่เราไม่รู้จัก และไม่เคยเข้าใจเขาเลย ย่อมมีโจทย์ให้เราเรียนรู้ใหม่เสมอ นักจัดแจกันวิถีกวนอิม จึงต้องเป็นผู้เรียนรู้ เสมือนเป็นการเข้าเรียนวันแรกเสมอ เพราะการทำเช่นนั้น ทำให้เรา "สดใหม่" เสมอไงละครับ

ความเป็นหนึ่งเดียวกันแห่งชีวิตชีวา ...

นักจัดแจกันดอกไม้วิถีกวนอิม ไม่ควรจัดแจกันเพื่อความงามเท่านั้น แต่จะต้องเข้าถึง "ความเป็นชีวิตชีวา" ของสรรพสิ่งอีกด้วย โดยเริ่มต้นจาก "ดอกไม้ใบไม้" เมื่อเราฝึกจัดแจกันดอกไม้นั้น เราจะต้องเข้าถึงชีวิตของมัน จิตวิญญาณของดอกไม้และใบไม้ เรามิได้พรากชีวิตของมันมา แต่เราเอาส่วนหนึ่งของมันมาเพื่อ "สร้างชีวิตใหม่ในแจกันของเรา" ทำให้มันมีชีวิตเดียวกันกับดอกไม้ใบไม้อื่นๆ หากไม่ใช่ชีวิตเดียวกันแล้ว สิ่งต่างๆ ที่เราใส่ไว้ในแจกัน ก็จะไม่มีเอกภาพ ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือ "ความเป็นหนึ่งเดียวกันแห่งชีวิตชีวา" ของทุกๆ สิ่งในแจกัน มิใช่แค่ในแจกัน แต่ชีวิตชีวานั้นจะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับผู้จัดแจกันอีกด้วย

นั่นหมายถึง เมื่อเราจัดแจกันอยู่นั้น เราจะต้องใช้ "ใจ" ของเราเพ่งให้ถึงจิตวิญญาณ ถึงชีวิต ถึงความรู้สึกนึกคิดและจิตใจของมัน เหมือนว่าเราสามารถฟังเสียงและสื่อสารกับดอกไม้ใบไม้ได้ฉะนั้น นี่คือ "ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชีวิต" นอกจากนี้ เมื่อเราจัดแจกันสำเร็จแล้ว แจกันนั้นก็จะช่วยทำให้ผู้มองเห็นรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้นมาได้ แจกันสามารถบำบัดความรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของการทำงานในแต่ละวันของผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านได้ หากคุณแม่บ้านจัดแจกันเช่นนี้ ส่วนคุณสามีกลับจากทำงานที่นอกบ้านแล้ว เมื่อเห็นแจกันก็จะช่วยให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา กระปรี้กระเปร่าได้ หรือแม้แต่หากมีญาติผู้ใหญ่เจ็บป่วยอยู่ในบ้าน นอนอยู่ติดเตียงไม่อาจลุกขึ้นได้ แจกันนี้ก็จะช่วยทำให้เขามีความรู้สึกสดชื่น แจ่มใส เบิกบานใจขึ้นมาได้ อย่างหนึ่งครับ ดังนั้น การจัดแจกันวิถีกวนอิม จึงแตกต่างจากแบบอื่นๆ ชัดเจน



การจัดแจกันก็มีชีวิต? ...

หลักการจัดแจกันนั้นส่วนหนึ่งมาจากหลักปรัชญา “ชินโต” ซึ่งหลายท่านคงทราบดีแล้วว่าชินโตเชื่อว่าทุกสิ่งมีวิญญาณของมัน นอกจากนี้ เรายังสามารถให้ชีวิต ปลุกชีวิตและทำให้สิ่งที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพได้ด้วยครับ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเว่อร์อะไร เป็นเรื่องปกติพื้นๆ นี่เอง เช่น การวาดภาพ หากวาดภาพถ่ายทอดพลังวิญญาณให้ออกมาได้ดูมีชีวิตชีวา แบบนี้ ถือว่าใช้ได้ครับ เห็นไหมว่ามันไม่ได้ลึกลับซับซ้อนเกินไป และสามารถทำได้ในชีวิตจริงเรานี่เอง แม้แต่การจัดแจกันวิถีกวนอิม ก็มีหลักการนี้อยู่ คือ การจัดเพื่อให้ชีวิตใหม่แก่มันไงละครับ

นักจัดแจกันวิถีกวนอิม จะต้องเข้าใจเรื่องวิญญาณ, เรื่องปราณ, เรื่องพลังชีพ, พลังชี่ เพราะสิ่งเหล่านี้คือ พื้นฐานที่มีอยู่ในดอกไม้และใบไม้ ซึ่งเราจะต้องนำมาใช้ในการจัดแจกันด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามเท่านั้น และแน่นอนว่าหากคุณเข้าถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว การจัดแจกันของคุณจะออกมางดงามได้อย่างที่มันเป็น คือ มีชีวิตชีวาอย่างที่มันเป็นนั้นๆ ตรงนี้เองที่การจัดแจกันวิถีกวนอิมแตกต่างจากการจัดแจกันแบบอื่น เช่น อิเคบานะและโคริงกะ ที่เราไม่เน้นความงดงาม แต่เน้นเรื่องพลังชีวิต จากนั้นความงามก็เป็นผลตามมาครับ เหมือนตัวอย่างแจกันที่นำเสนอในเพจแจกันกวนอิมนี้นั่นเองครับ

ชีวิตไม่ใช่องค์ประกอบของความงาม ...

ชีวิตมีคุณค่ามากกว่าแค่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของความงาม ดังนั้น แม้แต่ดอกไม้, ใบไม้, กิ่งไม้ ฯลฯ ก็ล้วนมีชีวิต และมันไม่ควรเป็นได้แค่ส่วนประกอบหนึ่งของความงามในแจกันครับ การจัดแจกันที่คำนึงถึงความงามเป็นหลัก คือ "การทำลายชีวิต" ให้สิ้นลงไป ให้กลายเป็นได้แค่ส่วนประกอบหนึ่งของความงาม ทว่า การจัดแจกันที่แท้จริง จะต้อง "ไม่ทำลายชีวิต" หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า แม้เราจะเด็ดดอกไม้, ใบไม้, กิ่งไม้มาก็ตาม แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราทำลายชีวิต? เพราะอะไร? เพราะเราได้ให้ชีวิตใหม่แก่สิ่งนั้นในแจกันของเรา เราให้ได้ชีวิตแก่พวกมันด้วย แจกันของเราจึงมีดอกไม้, ใบไม้ ฯลฯ ที่ดูมีชีวิตชีวา (ชี่) สิ่งนี้คือ สิ่งสำคัญและเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของผู้ฝึกตนในลัทธิชินโตครับ (ลัทธิชินโตเชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมีวิญญาณ มีชี่ มีปราณของมันทั้งสิ้น) การเด็ดดอกไม้เอามาปักแจกัน จึงต้องมีชีวิตชีวา เอาจิตวิญญาณ เอาพลังชีวิตของมันมาด้วย เพื่อให้มันมีชีวิตอยู่ในแจกันของเราหาไม่แล้วมันจะเป็นได้แค่ส่วนประกอบหนึ่งของความงาม แต่มันไม่เหลือชีวิตและความเป็นตัวมันเลย ซึ่งจะกลายเป็นการพรากชีวิต ทำลายชีวิตอันแท้จริง

การจัดแจกันแบบนี้ ย่อมแตกต่างจากการจัดแจกันทั่วไปแน่นอน เพราะการจัดแจกันทั่วไปเน้นให้ออกมาสวยงามก็พอแล้ว แต่เราไม่ได้สนใจความสวยงาม เพราะเรา "เห็นความงามของชีวิต" ที่มีอยู่ในตัวของสิ่งนั้นๆ อยู่เองแล้ว มันมีความงามอยู่แล้วในตัว มันไม่จำเป็นต้องถูกจัด มันก็งามครับ แต่ด้วยศิลปิน ต้องการที่จะถ่ายทอดความงามที่เขาเห็นนั้น ให้ผู้อื่นเห็นด้วย ศิลปินจึงต้องเก็บอารมณ์ ความรู้สึก ความประทับใจในความงามที่ตนเห็นเพื่อถ่ายทอดมันออกมาผ่านศิลปะการจัดแจกันซึ่งจะเป็นพื้นฐานในการปกครอง การบริการคนด้วย คนเรานั้นก็เหมือนกัน เมื่อเราเอาเขาเข้ามาในองค์กรของเราแล้ว เราได้ทำลายเขาให้กลายเป็นเพียง "ส่วนหนึ่งขององค์กรเพื่อความร่ำรวย" ของเราหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่จัดแจกันแล้วเอาสิ่งต่างๆ มาเป็น "ส่วนประกอบหนึ่งของความงาม" มิได้ทำให้มันมีชีวิต ชีวา เป็นตัวของตัวเอง เป็นธรรมชาติอย่างที่มันเป็น แม้ว่าจะสวยงามตามที่ต้องการ แต่มันก็ขาดซึ่งชีวิตชีวาและไม่มีความเป็นธรรมชาติเดิมเหลืออยู่เลย ศิลปะการจัดแจกันแบบวิถีกวนอิมนี้มีหลักธรรม แนวคิดมาจากพุทธ, เต๋า, ชินโตรวมกันครับ แม้เราจะจัดได้สวย นั่นไม่ได้แปลว่าเราเข้าถึงศิลปะนี้แล้วครับ



จัดแจกันเพื่อบำบัดรักษาโรค ...

แนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดการจัดแจกันแบบโคริงกะครับ กล่าวคือ เราคิดว่าการจัดแจกันนั้นทำให้ผู้เห็นมีความรู้สึกดี สดชื่น มีชีวิตชีวาได้ ทำให้แจกันสามารถบำบัดรักษาโรคบางอย่างได้ เช่น ออฟฟิศซินโดรม เป็นต้น สำหรับชายนั้น เคยเป็นอยู่บางอย่าง ไม่เรียกว่าโรคในทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ทว่า น่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับพลังปราณครับ กล่าวคือ ชายจะมีสภาพเหมือนคนหลับวูบไม่มีสติในเวลาบ่ายๆ และตื่นมาก็เหมือนคนตาย ไม่มีแรง ไม่สดใส ไม่สดชื่น เหมือนศพเดินได้เลยละครับ

เมื่อชายหันมาจัดแจกัน เพียงแค่วันแรกก็เห็นผล อาการเหล่านี้ ก็หายไป ชายไม่หลับกลางวัน มานั่งจัดแจกันแล้วมองดูมันครับ นอกจากนี้ ยังได้ถ่ายรูปมาแชร์ให้ผู้รับสื่อทางอินเตอร์เน็ตได้ดูอีกด้วย กลายเป็นงานอดิเรก เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง ที่ทำแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น เบิกบาน กลับมาได้ อาการเหมือนคนตาย ไร้ชีวิตชีวา ไม่สดใส ห่อเหี่ยวนั้นก็หายไป ชายเชื่อว่าการจัดแจกัน สามารถช่วยบำบัดรักษาโรคได้มากกว่านี้ เพราะเมื่อเราจัดแจกัน เราก็ได้ออกกำลังกายและได้อยู่กับธรรมชาติไปในตัวไงละครับ การจัดแจกันจึงไม่ต่างอะไรกับการฝึกกังฟูหรือรำมวยจีนเลยฮะ

การจัดแจกันเป็นวิชาของผู้นำ?

จริงครับ เพราะแจกันนั้นเหมือนองค์กรหรือประเทศ ส่วนดอกไม้, ใบไม้ที่เราใส่เข้าไป ก็เหมือนคนแต่ละคนที่เข้าจัดองค์กรให้เขาอยู่ร่วมกันให้ได้ เรียกได้ว่าการจัดดอกไม้ก็คือการฝึกทดลองให้เรามีความชำนาญในการ Organizing องค์กร นั่นเอง แต่แทนที่เราจะไปฝึกความชำนาญกับการจัดองค์กรจริงๆ แล้วเกิดผลเสียตามมาก็ได้ ทั้งตัวเราอาจเสียชื่อเสียง เกิดผลเสียหายอีกมาก ก็ไม่ต้องครับ เราฝึกจัดแจกันก่อน เสียหายอย่างมากก็ดอกไม้ ใบไม้นี่เองครับ เมื่อเราชำนาญดีแล้ว ค่อยก้าวไปสู่ผู้นำก็ได้ครับ

พระจักรพรรดิญี่ปุ่นบางองค์และโชกุนบางท่าน ก็ใช้การจัดแจกันดอกไม้เป็นงานอดิเรกครับ จริงๆ ท่านเหล่านี้ฝึกยิ่งกว่านี้ เพราะฝึกถึงขั้นเลี้ยงบอนไซกันเลยทีเดียว ซึ่งยากและต้องใช้ความอดทนมากกว่า บอนไซแต่ละต้นต้องใช้เวลาปลูก ค่อยๆ ตัดแต่ง และดัดไปทีละน้อย เหมือนคนที่เราต้องดัดนิสัย ปรับปรุงเขา ยังต้องใช้เวลาไม่น้อย จริงไหมครับ? จักรพรรดิบางองค์ก็เลี้ยงปลาคาร์ฟ ถามว่าทำไม? เพราะปลาเป็นสัตว์ที่ไวต่อทุกอย่าง มันจะหลบหรือตายได้ง่ายๆ เพียงแค่มีอะไร "ผิดปกติ" นิดเดียว เราจึงต้องไวเท่าทันทุกอย่าง มีใจนิ่งเย็นมากพอ ที่จะเลี้ยงมันได้ครับ หลังๆ ปลามันเชื่องแล้ว มันเลยไม่ค่อยได้ฝึกแบบนี้เท่าไรครับ

จัดคนก็เหมือนจัดแจกัน ...

เมื่อต้องทำงานเป็นทีม ต้องมีทีมงานเข้ามาทำงานร่วมกัน การจัดคนทำงาน ก็เป็นสิ่งท้าทายอีกประการหนึ่ง แต่ละคนอาจมีลักษณะแตกต่างกันไป บ้างชอบอยู่สูง บ้างชอบอยู่ต่ำ บ้างชอบเอียงซ้าย บ้างชอบเอนขวา ไม่ต่างอะไรกับกิ่งไม้ ดอกไม้ในแจกัน ทำอย่างไร คนเหล่านี้จะทำงานรวมกันได้ ไม่ขัดแย้งกันเอง และมีความเป็นธรรมชาติอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่สูญเสียธรรมชาติของตัวเองไปหมด แล้วกลายเป็นขี้ข้าชั้นดี ชี้ขวาไปขวา ชี้ซ้ายไปซ้าย? เช่นนั้น ก็ไม่เหลือความเป็นธรรมชาติของเดิมแท้อีกต่อไป ดังนั้น การเรียนรู้ การจัดแจกัน จึงไม่ใช่แค่เอาความสวยงามไปอวดใคร แต่เป็นไปเพื่อฝึกจิต ฝึกตน ให้เข้าใจถึงปรัชญาการทำงานเป็นทีม เป็นต้น การเอากิ่งไม้ ใบไม้ ดอกไม้ที่จัดยากๆ มาจัด แล้วทำให้ลงตัวให้ได้ จึงช่วยให้เราฝึกจิต ฝึกสมาธิ ฝึกสติปัญญาได้อย่างดี เป็นการเรียนรู้กับธรรมชาติ เอาธรรมชาติมาเป็นครูสอนเรา ไม่ใช่สักเอาแต่ว่าจะจัดให้สวย


ศิลปะการจัดแจกัน "วิถีกวนอิม" แตกต่างจากศิลปะการจัดแจกันแบบเซน แบบอิเคบานะ ตรงที่ไม่เน้นความสวยงาม ผู้จัดจะต้องสละจากความงามให้ได้ อย่าให้ความสวยงามครอบงำ เหมือนกับการสร้างสรรค์งานศิลปะ ศิลปะไม่ใช่ความสวยงาม ความสวยงามเป็นการตีค่าของคน บางคนชอบก็บอกว่าสวย บางคนไม่ชอบก็บอกไม่สวย หากเราจัดเพื่อให้สวยเราก็ทำได้แค่จัดตามใจคนอื่น เมื่อนั้นเราจะมีความเป็นผู้นำได้อย่างไร? จะมีความเป็นศิลปินได้อย่างไร? ย่อมเป็นไปไม่ได้ เราต้องสละความสวยงามไป แล้วแหกคอก แหกกรอบความงามเดิมๆ นั้น ไปสู่ "สิ่งใหม่" แล้วคนอื่นๆ จะมองเห็นคุณค่าความงามของมันเอง เฉกเช่น ภาพวาดของแวนโก๊ะ ที่วาดอย่างจงใจให้สัดส่วนผิดเพี้ยน บิดเบี้ยวออกไป ทั้งๆ ที่ศิลปินจะวาดให้เหมือนกันได้ แต่ไม่ทำ ด้วยไม่ได้เป็นทาสของความงาม ของสิ่งนั้นๆ แต่ศิลปินมีใจอิสระที่จะไปตามทางของเขาเอง แม้จะดูบิดเบี้ยว แต่ก็ไปได้ แถมค้นพบความงามใหม่ๆ ด้วยตัวของเขาเอง การจัดแจกันแบบวิถีกวนอิม จะเป็นเครื่องฝึกจิต ฝึกตน ฝึกสมาธิ สติปัญญา ให้เราเข้าถึงซึ่งธรรมะ ธรรมชาติ จากธรรมชาติของดอกไม้ ใบไม้ ได้เช่นนี้เอง เมื่อจัดออกมาแล้ว ก็อาจค้นพบปริศนาธรรมในงานชิ้นนั้นๆ ได้ครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม