New campaign

มาสร้างสรรค์งานศิลปะฟื้นฟูความเป็นมนุษย์กันเถอะ


ที่มาของโครงการ
1 ปัญหาของโลก เช่น ฝุ่นพิษ, โรคระบาดโควิด, ปัญหาเศรษฐกิจ ฯลฯ ล้วนกระทบต่อมนุษยชาติ บั่นทอนทำลายจนความเป็นมนุษย์ลดลงเรื่อยๆ จนมูลนิธิแจกันกวนอิม (ไม่เป็นทางการ) เห็นว่าควรดำเนินการใช้ศิลปะฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ก่อนที่จะสายเกินไป ก่อนโลกจะเต็มไปด้วยซอมบี้แทนที่จะเป็นมนุษย์

2 ศิลปะเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ สามารถกระตุ้นความเป็นมนุษย์ในตัวคนที่เสื่อมจากความเป็นมนุษย์ให้ฟื้นคืนขึ้นมาได้ ดังนั้น ทางมูลนิธิแจกันกวนอิมจึงเห็นว่าจะใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจมนุษย์ให้กลับคืนสู่ “ภาวะปกติ” อันจะส่งผลต่อสถานการณ์โลกที่จะกลับคืนสู่ปกติด้วย

3 สนับสนุนนโยบายการอยู่บ้านเพื่อชาติของรัฐเพื่อสู้ภัยโควิด อันเนื่องมาจากโรคระบาดทำให้ต้องอยู่แต่ในบ้านนานๆ งานศิลปะจึงช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดและทำให้จิตใจของคนดีขึ้นได้ ทั้งยังเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายๆ ในบ้านของตัวเอง โดยไม่ต้องใช้เงินมากหรืออาจไม่ต้องใช้เงินเพิ่มเลยก็ได้



วิธีการ
1 โดยส่วนบุคคล
แต่ละท่านสามารถเข้าร่วมกิจกรรมในโครงการนี้ของมูลนิธิแจกันกวนอิมได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างสรรค์งานศิลปะของตัวเอง เพื่อตัวเอง หรืออาจจะแชร์ภาพถ่ายให้คนอื่นๆ ในโชเซี่ยลด้วยก็ได้ หรือจะส่งมาให้ทางมูลนิธิฯ ด้วยก็ได้เช่นกันครับ
2 โดยส่วนกลุ่มบุคคล
สามารถตั้งกลุ่มเฉพาะของตนได้ทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ เช่น กลุ่มเป่าขลุ่ย, กลุ่มจัดแจกันดอกไม้ ฯลฯ เพื่อแชร์ผลงานศิลปะหรือแนะนำการสร้างสรรค์งานศิลปะนั้นๆ ผ่านบทความ, ผลงานศิลปะต่างๆ ของตนเองหรือคนในกลุ่มนั้น
3 โดยส่วนองค์กรต่างๆ
องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน สามารถเข้าร่วมกิจกรรมนี้กับมูลนิธิแจกันกวนอิมได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นการเป็น sponsor การส่งบุคลากรเข้าร่วมศึกษา การร้องขอบุคลากรของมูลนิธิในการช่วยอบรมสัมนาในบริษัทในหัวข้อนี้เป็นการเฉพาะ


ระยะเวลาและเป้าหมาย
1 ระยะเวลาโครงการเริ่มตั้งแต่วันนี้ (18 เมษายน 2020) จนถึงสิ้นปีนี้
2 เป้าหมาย
2.1 เป้าหมายการเข้าถึง สื่อสารครอบคลุมเป้าหมายอย่างน้อยพันคนต่อเดือน
2.2 เป้าหมายเชิงความคิด สร้างกระแสแนวคิดใหม่ในสังคมให้ได้ใน 3 เดือน
2.3 เป้าหมายเชิงพฤติกรรม เกิดพฤติกรรมตามแคมเปญให้ได้ภายในสิ้นปีนี้

งบประมาณ 
รวมเป็น 90,000 บาท 9 เดือนๆ ละ10,000 บาท ได้แก่
1 ค่าดำเนินงาน 8,000 บาทต่อเดือน 
2 ค่าไฟและอินเตอร์เน็ต 1,000 บาทต่อเดือน 
3 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเดินทาง 1,000 บาทต่อเดือน 

ผู้รับผิดชอบโครงการ
ประธานมูลนิธิแจกันกวนอิม
https://guanimvase.blogspot.com/

18 เมษายน 2020

...............................................................



ใครโลกสวย : กรณีโทษประหารชีวิต? ... 

โลกที่แท้จริงไม่ใช่โลกสวยในฝันของใคร ในป่ามีสัตว์ฆ่ากินกันเป็นทอดๆ อย่างโหดร้าย ในสังคมมนุษย์ก็อาจมีคนที่เข่นฆ่ากันได้ ตรงนี้คือ ความจริงของโลก เราไม่อาจห้าม ไม่อาจทำให้หมดไปได้ แต่เรามีกฎหมายก็เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ มีความสงบสุขในระดับหนึ่ง แต่เราไม่อาจคาดหวังว่ากฎหมายจะเป็นยาแก้สารพัดโรคอย่างใจเราต้องการได้ เราทำได้คือ “ยอมรับความจริง” ว่าเป็นไปได้นะที่คนเราไม่เที่ยง อนิจจัง เกิดมาแล้วก็ต้องตาย เราอาจต้องตายเหมือนสัตว์ในป่าที่ถูกฆ่าบ้างก็ได้ นี่คือ ธรรมดาโลก กฎหมายมีอยู่ และช่วยให้สังคมดีได้บ้าง แต่มันไม่ใช่ยาวิเศษ และไม่จำเป็นต้องถูกทำให้เป็น “ยาแรง” เพื่อที่จะทำให้ได้ดั่งใจเราคือ ไม่มีอาชญากรรม 

คนที่ยังฝันอยู่ จะอยากมี “โลกสวย” โลกสวยของพวกเขาคือ โลกที่ไม่มีอาชญากรรม ผู้หญิงไม่ถูกข่มขืนเลย ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ คนพวกนี้จะคิดว่าทำอย่างไรจะ “กำจัดอาชญากร” ให้หมดไปได้ ทำยังไงไม่ให้มี พวกเขาก็จะใช้ “โทษประหาร” เพราะเชื่อว่าการใช้ยาแรงๆ ขู่ให้คนกลัวจะได้ผล แนวคิดการขู่ให้กลัวนั้นไม่ต่างอะไรกับไอซิสนะ ไอซิสก็ใช้แนวคิดนี้ในการทำให้คนอื่นยอมตัวเอง พวกโลกสวยในฝันเหล่านี้ จะบิดเบือนใส่ร้ายพวกนักมนุษยชนว่าเป็นพวกโลกสวย แต่พวกเขากลับไม่เข้าใจมนุษย์จริงๆ ในฐานะที่มนุษย์ก็เป็นสัตว์ตัวหนึ่งในโลกนี้เท่านั้นเอง คือ สัตว์ที่มีความดุร้าย มีกิน, ขี้, ปี้, นอน มีกิเลส โลภ, โกรธ, หลง และสามารถทำความผิดหรือฆ่าคนได้เช่นกัน 

เมื่อพวกเขาไม่เข้าใจมนุษย์อย่างที่มนุษย์เป็น พวกเขาก็คิดว่าใครฆ่าคน คนนั้นคือชั่วช้า เป็นสัตว์ สมควรจะถูกกำจัดทิ้ง มันกำจัดทิ้งไม่หมดหรอกครับเพราะคนเรามันก็ฆ่าคนอื่นได้ทุกคนน่ะละ มนุษย์ทุกคนมีความเป็นสัตว์ในตัวทั้งนั้น บางสถานการณ์อาจกระตุ้นให้คนธรรมดาๆ ฆ่าคนก็ได้ หากคุณเข้าใจเรื่อง “อาชญวิทยา” ดีพอ ก็จะรู้ว่า “คนทุกคนสามารถทำความผิดได้ไม่ต่างกัน” ไม่ใช่ว่าเฉพาะไอ้เลวที่ฆ่าคนเท่านั้นที่ต้องกำจัดแล้วทุกสิ่งจะดี ส่วนคนอื่นๆ ที่เป็นคนดีจะไม่ฆ่าคน ไม่ใช่ครับ ในประเทศไทยเราเคยมี “หมอที่ฆ่าหั่นศพ” มาแล้วหลายคน ต่อให้คนๆ นั้นดีแค่ไหน เขาก็ไม่ต่างจากคนอื่น คือ มีโอกาสในการก่ออาชญกรรมได้ “เท่าเทียมกัน” ไม่ต่างกัน และคุณไม่สามารถกำจัดอาชญากรให้หมดได้ด้วยโทษประหารเลย 


....... 




ไม่ใช่เพื่อนักโทษหรือฝ่ายไหน แต่เพื่อมนุษย์? ... 

ชายไม่ได้ต่อสู้เพื่อใครคนใดคนหนึ่ง ชายไม่ได้อยู่ข้างใครทั้งนั้น ทั้งข้างผู้ตายและข้างนักโทษ แต่ “ชายอยู่ข้างมนุษย์” ชายต่อสู้เพื่อมนุษย์ เพื่อให้ “ความเป็นมนุษย์” ในตัวคนทุกๆ คนที่เสื่อมสูญไป ได้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ในภาวะที่หลายคน “อยากเป็นคนดี” อยากได้รับการยอมรับจากสังคม อยากได้ชื่อเสียงเหมือนจอมยุทธ์ ที่ชักกระบี่ออกมาฆ่าคนได้พริบตา เพียงเพราะว่า “คนๆ นั้นคือคนเลว” ในภาวะนี้แม้จะไม่มีการฆ่ากันเช่นนั้น แต่ก็มีการใช้การสื่อสารและมีผลขั้น “เอาชีวิต” เพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้ ในทางจิตวิทยาเรียกว่า “การสำเร็จความใคร่ทางศีลธรรม” มันไม่ใช่ศีลธรรมที่แท้จริงหรอก แต่มันทำให้คนนั้นรู้สึกว่าได้เสพสมอารมณ์หมายเหมือนว่าได้ถึงจุดสุดยอดทางศีลธรรมของเขาแล้วด้วยการกระทืบ “ตัวร้าย” สักตัว เหมือนว่าตนเองเป็นพระเอกหรือนางเอกหนังจีนกำลังภายในอย่างนั้น ทว่า นี่คือ “ยาพิษ” ที่กร่อนทำลายความเป็นมนุษย์ของเราให้สิ้นไป เพียงเพราะความอยากเป็น “คนดี” นั้น มันทำให้เราต้องแลก เรายอมแลกความเป็นมนุษย์ไป เรายอมใช้กฎหมายเพื่อฆ่าเพื่อนมนุษย์ของเรา เพื่อให้เราได้ชื่อว่าเป็น “คนดี” ที่สังคมยอมรับ ยกย่อง และอยู่ข้างเรามากมาย เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่จิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ ความเป็นมนุษย์กำลังถูก “คลืนยักษ์” ถาโถมทำลายอยู่ และชายกำลังต่อสู้กับคลืนยักษ์นั้น เพื่อฟื้นคืนจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ให้กับคนทุกคนก่อนที่จะสายเกินไป 




ในความเป็นมนุษย์นั้น เราไม่ได้ต่างกันเลย ไม่ใช่ว่านักโทษคือคนชั่ว แล้วเราคือคนดีที่ไม่ใช่นักโทษ ไม่จริง ในความจริงนั้น “เราทุกคนเท่าเทียมกันที่จะทำความผิด” ไม่ว่าคนที่สังคมมองว่าเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ตาม คนที่เคยฆ่าคนตาย กับคนที่ไม่เคยฆ่าใครตายเลย ก็อาจมีโอกาสก่ออาชญากรรมได้เท่ากัน และเราจำเป็นต้องมีกระบวนการด้านยุติธรรมที่รัดกุม ละเอียด รอบคอบ เพื่อที่จะไม่จับแพะหรือใส่ร้ายคนผิด ดังนั้น ความเท่าเทียมกันย่อมไม่ใช่รวยเท่ากัน เห็นเขามีพันล้าน เรามีพันบาทแล้วเราต้องไปประท้วง นั้นไม่ใช่เลย หรือถ้านาย ก. แทง นาย ข. ตายสิบแผล นาย ก. จะต้องถูกแทงสิบแผลด้วยเช่นกัน แบบนั้นก็ไม่ใช่ กฎหมายไม่ได้มีหน้าที่ในการทำร้ายคน เพื่อนมนุษย์ของเรา ไม่ว่าคนไหนก็ตาม แต่ที่เราต้องจับกุมและขังคุกก็เพื่อความสงบของบ้านเมือง เพื่อเราจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าอาชญากรรมจะไม่มากเกินไปเท่านั้นเอง มนุษย์มีหน้าที่ของมนุษย์ กฎหมายก็มีหน้าที่ของกฎหมาย และแน่นอนว่า “ทุกอย่างมีขอบเขตของมัน” มนุษย์ไม่อาจทำอะไรที่เกินขอบเขตของความเป็นมนุษย์ได้ กฎหมายไม่อาจทำอะไรที่เกินเลยขอบเขตของกฎหมายได้ เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย “จงอย่าได้ลืมว่าเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน” ไม่มีใครเหนือใคร เป็นพระเจ้าผู้วิเศษ และเราไม่อาจ “พิพากษาใครได้?” ผู้พิพากษานี้ก็แค่สมมุติที่ทางโลกแต่งตั้งขึ้น สวมหัวโขนทำหน้าที่ไป ก็เท่านั้นเอง เมื่อใดที่เราถูกกระแสแห่งความลุ่มหลงในอำนาจครอบงำ เราจะลืมสิ่งนี้ว่าเราเป็นแค่มนุษย์และมีขอบเขตที่จะทำอะไรได้แค่ไหน เมื่อนั้นความเป็นมนุษย์ของเราจะถูกกัดกร่อนทำลายด้วยคลืนแห่งความลุ่มหลงอำนาจนั้น เราจะหลงคิดว่าเรายิ่งใหญ่มากที่สามารถชี้เป็นชี้ตายใครได้ เพียงเพราะว่าเขาคือคนชั่ว เขาถูกตัดสินโทษแล้ว ทั้งที่จริงแล้วเราไม่ได้มีอำนาจเช่นนั้นเลย เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เราก็แค่ “มนุษย์คนหนึ่ง” เหมือนกันมิใช่หรือ? จริงอยู่ว่าเพื่อนมนุษย์บางคนของเราอาจมีตำแหน่งสูง มีอำนาจมาก แต่สิ่งเหล่านั้นมันก็แค่มายาการ แค่หัวโขน อำนาจนั้นอาจหลอกเราว่าเราจะเอาชีวิตนักโทษด้วยกฎหมายก็ได้ แต่ความจริงแล้ว เราก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ต่างจากนักโทษคนนั้นเลย เรามิใช่เทพเจ้าผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เพียงเพราะกระทืบคนทำผิดให้จมดิน แล้วเราจะได้เหยียบยืนอยู่บนพวกเขา แล้วเราจะได้สูงส่งเสียที่ไหนกัน? เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อรัฐให้ “อำนาจโหวต” แก่เรา หากเราหลงอำนาจจนลืมความเป็นมนุษย์ เราก็จะคิดว่าเรามีอำนาจที่จะเอาชีวิตนักโทษได้ แต่ถ้าเราไม่หลงอำนาจนั้น เราก็จะไม่ลืมตัวว่าเราเป็นใคร? ทำอะไรได้แค่ไหน? เราก็แค่มนุษย์คนหนึ่ง ทำอะไรได้ไม่ต่างกัน เขาทำผิดได้ เราก็ทำผิดได้ ไม่ต่างกัน แล้วเราจะมีอำนาจอะไรไปเอาชีวิตเพื่อนมนุษย์คนอื่นได้เล่า? อำนาจนั้นทำให้เราลืมตัว หลงลืมความเป็นมนุษย์ เราคิดว่าเราสูงส่งกว่านักโทษคนนั้น เราประหารเขาก็ได้ นั่นแหละ เรากำลังลุ่มหลงอำนาจแท้จริง และอำนาจนั้นจะกลืนกินความเป็นมนุษย์ของเราจนไม่เหลือเลย! 


....... 




คุณคิดแบบองคุลีมาลอยู่หรือเปล่า? ... 

องคุลีมาลนั้นฆ่าคนเพราะมีความคิดว่าจะช่วยส่งเขาไปสวรรค์ เขาก็เลยฆ่าคนไปเรื่อยๆ ด้วยความคิดไปเองว่านี่คือความดี คือ อุปทานไปเอง คิดเองว่ามันดี แต่ถามว่ามันดีจริงไหม ถ้ามันดีจริง พระสมณโคดมจะมาหยุดยั้งไว้ก่อนที่เขาจะฆ่าแม่ตัวเองทำไม? เอาละ ในโลกนี้ยังมีคนแบบนี้อยู่ คือ คิดว่า “ความดีความชั่วอยู่ที่เราคิด ถ้าเราฆ่าคนแต่คิดว่าส่งเขาไปสวรรค์ เราก็จะได้บุญ เราก็ทำความดี” นี่ละคิดแบบ “องคุลีมาล” ไม่ต่างกันเลยครับ “องคุลีมาล” นั้นเกิดในตระกูลไม่ธรรมดา ไม่เช่นนั้นจะไปเรียนวิชาในสำนักพราหมณ์ใหญ่ๆ มีสาวกมากมายได้ยังไง ปัญญาและความสามารถของเขาก็สูงส่งไม่ธรรมดาหรอกนะคุณ แต่ทำไม เขายังถูกหลอกให้ไปฆ่าคนได้ละ? เช่นกัน โยมทั้งหลายดูเอาเถิด ปัจจุบันนี้มีคนมากมาย พร้อมที่จะโหวตให้ “ฆ่าคน” ฆ่านักโทษประหารได้ โดยที่นักโทษประหารคนนั้นเป็นใครก็ไม่รู้ ดีไม่ดี อาจเป็นคนที่เรารู้จัก และอาจเคยช่วยเหลือเรามามากมายก็ได้ แต่เพราะเขาอาจทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต ฆ่าคนตายไปเท่านั้นเอง โยมดูเอาเถิด นี่เราเมืองพุทธ แต่เรากลับเห็นคนโหวตให้ฆ่าคนด้วยการประหารมากมาย เกินกว่า 90% นี่ละ ไม่ต่างอะไรกับลัทธิขององคุลีมาลเลยครับ 

ชายได้รู้จักฤษีตนหนึ่ง เขาฆ่าคนมาห้าหกศพ แต่ตำรวจไม่จับ ไม่เคยถูกดำเนินคดีเลย แต่เขาแก่แล้วและเขาก็กลับใจ เขาหันเข้าหาธรรมะ เขาไม่ยอมบวชพระแต่เขาจะเป็นฤษีครับ ชายไปอยู่กับเขามา เขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับเราเลย คนธรรมดาเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละ เอาอีกนะ พระนเรศวรฆ่าคนตายกี่คน? โอ้ย เป็นพันๆ ศพนะคุณกว่าจะกอบกู้เอกราชได้ แทงเป็นพันๆ ครั้ง มากกว่านั้นนับไม่ถ้วน กว่าจะสำเร็จได้ ก็ฆ่าคนเหมือนกัน แน่นอนว่านี่คือการทำเพื่อชาติ ส่วนคนที่ฆ่าชิงทรัพย์นั้นทำผิด ทำเลวแน่นอน แต่คุณอย่าเพิ่งตัดสินคนตรงนั้น ชายเคยเจอแม่ค้าคนหนึ่ง เมื่อก่อนนิสัยแย่มากๆ มีแต่คนเกลียดไปหมด วันนี้ไปเติมลมจักรยาน เขาก็พูดปกติ แล้วไม่เอาตังค์ ทุกทีจะเอาเงิน บาทสองบาทก็เอา ขายของก็แพงกว่าใครเพื่อน แถมยังปากไม่ดีอีกด้วย ชายได้เจอคนมาเยอะนะ เพื่อนชายติดยาบ้า เรียนไม่จบ ปัจจุบันกลายเป็นเพื่อนที่ปกติ ไม่เปลี่ยนไปมากเลย ชายนี่ละ เปลี่ยนไปมาก แต่ยังดี ไม่ลืมตัว ยังกลับมาคุยกับเขาได้อยู่ คนเราเปลี่ยนแปลงกันได้ โดยเฉพาะคนที่ทำผิดในช่วงวัยรุ่น เพราะเลือดร้อน ฮอร์โมนมันเยอะ พลังมันมาก คุมไม่อยู่ พอเขาแก่แล้ว เขาจะเริ่มคิดได้เอง นี่ ชายเห็นมาเยอะ ลองดูคนนานๆ สักสองร้อยปี คุณจะคิดได้ ชายเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แน่นอนแต่เราต้อง “อดทน” อดทนรอเวลาที่จะเห็นเขาคนใหม่ที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง เชื่อเถอะ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอนหรอก แม้แต่ตัวชายเอง ตัวคุณเอง วันนี้ ยังไม่เหมือนกับวันก่อนๆ เลย ลองมองย้อนกลับไปดูอดีตของคุณสิครับ 

อย่าเดินตามรอยองคุลีมาล ชาวไทยพุทธทั้งหลายเราไม่ใช่จอมยุทธ์จีน!



ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด