ทุกข์กว่าความตายคือเรายังจำอดีตชาติได้
หลายคนกลัวความตายและคิดว่าความทุกข์ที่สุดคือความตาย
ทว่า มันไม่จริงความตายไม่ได้ทำให้เราทุกข์ที่สุด ทว่า เป็นชีวิตหลังความตายต่างหากที่ทำให้เราทุกข์มากมายเหลือเกิน
ทำให้หลายคนกลัวความตาย กลัวว่าตายแล้วจะไม่มีที่อยู่, ไม่มีอะไรกิน, ไม่มีพวกพ้อง
ฯลฯ ในบทความนี้จะขออธิบายในหัวข้อนี้ ต่อไปนี้
๑ การตายแบบไม่มีขันธปรินิพพาน
ขันธ์ทั้งห้าได้แก่
รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ หากไม่ผ่านขันธปรินิพพานแล้ว
เมื่อเราตายลงเราจะยังจำสิ่งเดิมได้ ตัวตนเก่า, คนเก่าๆ, ชีวิตเก่าๆ ฯลฯ
มันไม่เคยจางหายไปไหน เราจะอาลัยอาวรณ์ในสิ่งที่เราไม่อาจเอากลับคืนมาได้
เราจะวนเวียนแต่กลับทำอะไรไม่ได้ ช่วยอะไรใครไม่ได้ พูดอะไรใครไม่ได้ เมื่อคุณตายแรกๆ
ทุกข์ของคุณอาจดูไม่มากเท่าไร แต่เมื่อผ่านไปนานวันเข้า ทุกอย่างจากคุณไปหมดสิ้น
ไม่เหลืออะไรเลย ทุกคนที่ตายก็ไม่อาจอยู่ร่วมกับคุณ ทุกคนต่างมีทางไปของเขาเอง
คุณต้องเจ็บปวดทุกข์อยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า “ในขณะที่พวกเขาอาจไม่รู้เลย”
นี่คือ ความทุกข์ที่ไม่สิ้นสุดของการไม่ปรินิพพาน
๒ กระบวนการหลังความตาย
“ชีวิตมนุษย์นั้นสั้นนัก
แต่ชีวิตหลังความตายกลับยาวนานยิ่งนัก” ดังที่ได้อธิบายไปแล้ว
เพื่อให้คุณสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ เทวทูตหรือยมทูตจะนำพาคุณไป
“ผ่านกระบวนการเปลี่ยนชาติภพ” เช่น ให้ดื่มน้ำชาลืมชาติ ทว่า
มันไม่อาจลบล้างความจำ, สัญญาขันธ์ได้หมด มันได้แค่นิดหน่อยเท่านั้นแหละ
ข้าพเจ้าได้คุยกับเทพสวรรค์เบื้องบน
หลายท่านก็ยังจดจำเรื่องราวในอดีตชาติของตนเองได้
หลายท่านยังฝังใจและไม่อาจมีรักใหม่ได้ก็มี หลายท่านยังติดอยู่กับคนรักเดิมทั้งที่อยู่คนละเขตแดน
ฯลฯ เรื่องราวบนสวรรค์ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เทพเทวดาทั้งหลายก็ยังมีความจำเก่าๆ
ในชาติภพก่อนๆ เป็นปมอยู่ในใจ “หากไม่ได้ขันธปรินิพพาน”
๓ ขันธปรินิพพานไม่เกี่ยวกับเกิดไม่เกิดอีก
“หลายคนคิดว่านิพพานแล้วไม่เกิดอีก”
ไม่ใช่นะครับ ในไตรปิฏกเขียนบอกไว้ชัดเจนว่า “จะบอกว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่
ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่” เพราะนิพพานไม่เกี่ยวกับเกิดหรือไม่เกิดอีกครับ
ผู้เขียนเคยอธิบายไว้แล้วว่าคนที่ได้ขันธปรินิพพานนั้นก็ยังมีจุติจิตและปฏิสนธิจิตเช่นกัน
เรื่องของจิตก็เรื่อง เรื่องนิพพานก็เรื่อง คนละเรื่องกัน จิตไม่ใช่ขันธ์ห้า
และการนิพพานไม่ได้ทำให้จิตหายสูญ ความแตกต่างกันคือ
คนที่ไม่ได้ขันธปรินิพพานจะมีความจำเก่าๆ เป็นปมในใจตลอดไป
หมื่นปีที่เป็นเทพเทวดาก็ไม่อาจลืม แต่คนที่ได้ขันธปรินิพพานจะลืมได้หมด แต่หากจะระลึกชาติก็ใช้ญาณระลึกเอาได้ครับ
ข้อดีคือ เราจะเหมือนคนใหม่ เกิดใหม่ได้อย่างแท้จริง
๔ ยิ่งมีอะไรดีบนโลกยิ่งเจ็บปวดนาน?
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าคุณมีคนรักบนโลก รักกันมาก เมื่อตายจากกัน
คุณจะต้องอยู่กับความเจ็บปวดที่สูญเสียเขาไปยาวนานไม่รู้เมื่อไรจะหมดสิ้น
พันปีหมื่นปี คุณจะคิดถึงเขา, ร้องไห้, โหยหา และทุกข์ตรมอยู่อย่างนั้น
แต่ถ้าคุณได้รับวิบากกรรมมาก ชำระบาปมาเยอะ คุณเจ็บปวดกับการอยู่ในโลกจน
“ตื่นแจ้งดีแล้ว” คุณจะไปสู่ภพหน้าได้อย่าง “ไม่อาลัยอาวรณ์ต่อมันอีก”
คุณจะมีความพร้อมในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในภพหน้ามาก ดังนี้ ผู้เขียนมักกล่าวบ่อยๆ
ว่า “โลกนี้หลอกเรา” โลกคือมายาการ
มันจะหลอกให้เราหลงเพลินเหมือนสัตว์ที่หลงติดกับดักฉะนั้น
มันหลอกล่อให้เราได้อะไรมากมาย ให้เราติดกับของมันและต้องกลายเป็นผีเฝ้ามัน!
๕ ขันธปรินิพพานก่อนตายได้?
แต่บางขันธ์นะครับ เช่น สัญญาขันธ์
สามารถนิพพานก่อนได้ บางท่านวิญญาณขันธ์นิพพานไปก่อนก็มีครับ
การได้ขันธปรินิพพานก่อนตายทำให้เรามั่นใจว่าการปฏิบัติของเราถูกต้อง
เราไม่เหลือความอาลัยอาวรณ์ที่มีต่อใครๆ อีกเหมือนคนที่
“ลืมทุกอย่างหรือบางอย่างได้” แต่ไม่ใช่ว่าสมองเราผิดปกติทำให้ละเลือนนะครับ
สมองเรายังจำอะไรได้ แต่มันเหมือนเราไม่ใช่คนเดิมแล้ว
ความจำมีอยู่ก็เหมือนลืมไปหมดแล้ว ตัวตนเดิมมีอยู่ก็เหมือนไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว
เรามี “ชีวิตใหม่”
เหมือนพระสมณโคดมที่มีชีวิตใหม่หลังการตายลงไปของเจ้าชายสิทธัตถะ
เราจะเหมือนคนโง่ที่เบลอๆ จำอะไรไม่ได้ แต่จิตญาณกลับผ่องใส ปัญญาสว่างไม่มืดบอด
อย่าวนในการไม่เกิดอีก
เพราะการเกิดดับเป็นเรื่องของ “สมมุติธรรม” !

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น