ความอ่อนน้อมถ่อมตนแบบผิดๆ
“ความอ่อนน้อมถ่อมตน”
ไม่ใช่เรื่องการละสักกายทิฐิ หลายคนเอาแนวคิดนี้เข้ามาปนกับคำสอนในพุทธศาสนาด้วย
แท้แล้วพุทธศาสนาไม่ได้สอนเรื่องนี้ เพราะการอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นคำสอนของ
“ลัทธิขงจื้อ” ต่างหากครับ ในบทความนี้จะขออธิบายเรื่องความเข้าใจผิดในเรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน
ดังต่อไปนี้
๑ ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ควรจะเป็น
การอ่อนน้อมถ่อมตนไปทั่วโดยไร้สติยั้งคิดและไม่แยกแยะนั้น
ไม่ใช่วิถีของผู้มีปัญญา เราเป็นมนุษย์ไม่ใช่งูที่จะทำตัวราบติดไปกับดินอยู่ตลอดเวลา
ไม่ใช่ครับ คนที่ควรอ่อนน้อม เราก็ควรอ่อนน้อม คนที่ไม่ควรอ่อนน้อม
เราก็ไม่ควรอ่อนน้อมให้ จริงไหมครับ? เราต้องรู้จักแยกแยะสิครับว่าอะไรควร
อะไรไม่ควร ไม่ใช่ความอ่อนน้อมคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้วเราต้องทำกับทุกคนหรือทุกสถานการณ์
มันไม่ใช่ครับ มันอาจจะถูกหรือผิดก็ได้
เราต้องพิจารณาไปตามสถานการณ์ตามกาลเทศะครับ หากเราติดหลงความอ่อนน้อมถ่อมตนเกินไป
เราก็จะสูญเสียความอ่อนน้อมถ่อมตนที่แท้จริงแบบมนุษย์
เราจะได้ความอ่อนน้อมถ่อมตนแบบงูมาแทนที่ครับ
๒ การอ่อนน้อมกับคนที่ไม่ควรอ่อนน้อม
เช่น
การอ่อนน้อมกับคนที่หลอกให้เราหลงเดินทางผิด ชักนำเราไปในทางที่ผิด
การอ่อนน้อมเช่นนี้ไม่ใช่การอ่อนน้อมที่แท้จริง แต่เป็น “ความกลัว” มากกว่าครับ
เมื่อความกลัวครอบงำ คุณจะถูกความไม่รู้ครอบงำ เมื่อความไม่รู้ครอบงำ
คุณก็ถูกอวิชชาครอบงำ เมื่อนั้น คุณจะอ่อนน้อมต่อคนที่สอนผิดๆ ชักจูงไปในทางที่ผิด
กลายเป็นคนลุ่มหลงงมงายแล้วคิดว่าตัวเองทำความดีด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตน สุดท้าย
การปฏิบัตินั้นจะไม่เกิดมรรคผลอะไรเลย เพราะคุณถูกอวิชชาครอบงำหมดแล้ว
คนเรานี้ไม่ควรอ่อนน้อมต่อคนทั่วไปโดยไร้สติยั้งคิด การอ่อนน้อมถ่อมตนก็ควรมีสติ
“ให้ถูกกาลเทศะ” ด้วย ใครไม่ควรอ่อนน้อม ก็อย่าไปอ่อนน้อม
๓ การไม่อ่อนน้อมกับคนที่ควรอ่อนน้อม
เช่น
ถ้าเด็กอายุน้อยสำเร็จอรหันตผล เราควรอ่อนน้อมไหม ควรสิครับ แต่หลายคน
“ทำใจไม่ได้” ด้วยเพราะอำนาจของอีโก้ ความถือตัวว่าฉันอายุมากกว่า ฉันไม่ยอมอ่อนน้อมต่อเธอหรอก
เธอต่างหากควรอ่อนน้อมต่อฉัน
ทีนี้จะไปบอกให้เด็กที่สำเร็จอรหันตผลมาอ่อนน้อมต่อตัวเองก่อนเพราะถือตัวว่าตัวเองอายุมากกว่า
แบบนี้ถูกไหม? ไม่ถูก เรียกว่า “ไม่อ่อนน้อมกับคนที่ควรอ่อนน้อม” เพราะไปหลงติดกับ
“อายุ” มากเกินไปครับ หลายคนในปัจจุบันเป็นแบบนี้และทำใจไม่ได้ที่จะต้องเห็นคนอายุน้อยกว่าเหนือกว่าตน
ไม่ว่าด้านใดก็ตาม คนพวกนี้จะชอบบูชาคนที่อาวุโส เน้นอายุมากเป็นสำคัญ
และพวกเขาจะวนติดอยู่กับสิ่งนี้ ไม่หลุดพ้น
๔ เราควรอ่อนน้อมรับคำสอนของทุกคน?
ไม่ใช่ครับ คุณควรเอาร่างกายให้คนทุกคนที่อาจไม่ใช่หมอมารักษา
มาผ่าตัดคุณไหม? ก็ไม่ใช่ ไม่ควร คนที่จะสอนคุณได้และคุณควรรับคำสอนของเขาคือ
“ครูของคุณ” มีบางคนที่คุณรับคำสอนจากเขาได้ แต่บางคนที่สอนคุณไม่ได้
“แต่คุณเรียนรู้จากเขาได้” เช่น คนที่ติดคุก ทำความผิด คุณจะให้เขามาสอนคุณไหม?
แต่คุณเรียนรู้จากประสบการณ์ของเขาได้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นให้ผลอย่างไร?
จริงไหมครับ คำว่าการสอนกับการเรียนรู้ คุณต้องแยกให้ออกนะ
คนที่จะสอนคนอื่นได้ควรมีบารมีธรรมที่จะสอนกันได้ มีบุญวาสนาทำกันมาก่อน
เหมือนหมอจะผ่าตัดคนได้ก็ต้องเรียนจบมีใบรับรองก่อน จริงไหม?
ไม่ใช่ใครก็ได้มาสอนเราดั่งครู
๕ การสอนกับการเรียนรู้
สุดท้ายนี้
คุณจะต้องแยกแยะให้ได้ว่า “การสอน” กับ “การเรียนรู้” นั้นไม่เหมือนกัน คนที่เป็นครูเท่านั้นที่จะสอนคนอื่นหรือสอนเราได้แต่ใครที่ไม่ใช่ครู
จะมาสอนคนอื่นไม่ได้ เหมือนใครที่ไม่จบหมอจะมาผ่าตัดคนอื่นมั่วซั่วไม่ได้ แต่การเรียนรู้นั้นเราสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสิ่งและทุกคน
ไม่ว่าเขาจะเป็นครูหรือไม่? บางคนมีการเรียนรู้ที่ดี เก่งในการเรียนรู้จากคนรอบตัว
แต่ยังไม่มีครูสอนก็มี บางคนมีครูสอนแต่ไม่รู้จักเรียนรู้รอบตัว
ไม่รู้จักเรียนรู้จากศัตรู ทำให้พัฒนาการช้าก็มี
คุณพอจะเข้าใจแล้วนะว่าการสอนกับการเรียนรู้นั้นต่างกันอย่างไร?
หลายคนชอบคิดไปเองว่าเราไม่ต้องมีครูก็ได้ ให้ธรรมชาติรอบตัวและทุกคนเป็นครู ไม่ถูกนะครับ
ปล. การอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ใช่เนื้อหาของการละสักกายทิฐิเลยครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น