มงคลชีวิตของฆราวาสผู้ทรงธรรม
ปัจจุบันมีฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมในครัวเรือนเพิ่มมากกว่าเดิม
หลายท่านไม่ต้องบวชพระแต่ปฏิบัติธรรมเอง ทว่า มีบางท่านที่ได้รับ
“สิ่งมงคลสู่ชีวิต” บางท่านก็ไม่ได้รับหรือไม่ยอมรับก็มี ถามว่าสิ่งมงคลสู่ชีวิตนั้นคืออะไร?
สิ่งมงคลนี้ก็คือสิ่งที่จะทำให้การปฏิบัติธรรมของคุณก้าวหน้าได้ ดังจะอธิบายในบทความต่อไปนี้
๑ มีครูบาอาจารย์ดูแลชัดเจน
เมื่อเราหลงทาง
หลงตัวเอง หรือท้อแท้ ครูบาอาจารย์ท่านจะเตือนเราได้ครับ แต่หากเราไม่ยอมใครเลยในโลกนี้
ก็คงไม่มีใครตักเตือนเราได้อีก
เมื่อเราหลงตัวเองก็จะเตลิดเปิดเปิงไปแบบไม่มีใครห้ามได้ ก็จะมีผู้ที่ทำหน้าที่เตือนสติเราได้
แม้ว่าครูบาอาจารย์นั้นมิใช่พระผู้ช่วยให้รอด อันนี้ต้องแยกให้ออกนะครับ
ครูกับพระพุทธเจ้านั้นมิใช่คนเดียวกัน เช่น พระอัครสาวกบางองค์
เดิมมีครูอยู่ในลัทธิพราหมณ์มาก่อน แล้วได้เจอกับพระสมณโคดม
ก็มาปฏิบัติตามท่านอีกที ครูนั้นเหมือนเรือจ้างเพราะสอนผู้อื่น
ส่งผู้อื่นไปข้างหน้าแล้ว ตนเองก็อยู่ที่เดิม ไม่ได้ก้าวหน้าไปด้วย ครูหลายคนมีความรู้สอนคนอื่นได้
แต่ตัวเองปฏิบัติไม่ได้ ก็มี
๒ มีกัลยาณมิตร-หมู่คณะ
ยุคนี้ไม่ใช่ยุคของพระปัจเจก
เราเป็นสัตว์สังคมย่อมต้องมีหมู่คณะ การมีกัลยาณมิตรที่ดีย่อมเป็นมงคลชีวิตแน่นอน บางท่านมีวัดประจำ
ก็ดี, บางท่านมีคณะทำบุญประจำ ก็ดี, บางท่านมีสำนักประจำ ก็ดี,
บางท่านมีสายธรรมประจำ ก็ดี ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ย่อมดีกว่าไม่มีแน่นอน
เพราะการมีเพื่อน รู้จักเพื่อนในทางธรรม อาจช่วยเราได้ในยามที่เราหลงตัวเอง หลงทาง
ในจักรวาลนั้นลี้ลับซับซ้อน ไม่เหมือนที่เราเห็นแค่ตาเปล่านี้
การมีเพื่อนช่วยเหลือย่อมดีกว่าแน่ บางครั้ง
เรื่องบางเรื่องเราไม่อาจช่วยตัวเองได้เหมือน “ผงเข้าตา”
เราต้องขอให้เพื่อนช่วยดูหรือเขี่ยออกให้ จริงไหม? นั่นละ การมีหมู่คณะ
มีกัลยาณมิตร ย่อมดีกว่าการไม่มี แน่นอน
๓ มีผู้นำที่ดีให้ความรอดได้
มนุษย์เราเหมือนฝุ่นผงในจักรวาลอย่าได้หลงตัวเองมาก
ผู้ที่รอดได้จริง กลับคืนสู่บ้านเดิมแท้ได้จริง มิใช่จะมีมาก ไม่เช่นนั้น
โลกคงมีพระพุทธเจ้ามากมายไปแล้ว เพราะพระพุทธเจ้าเกิดได้ยาก ดังนั้น
การที่เราได้เจอ “พระผู้ช่วยให้รอด”
ทำให้เราหลุดพ้นกลับสู่บ้านที่แท้จริงได้นั้นย่อมเป็นมงคลชีวิตแน่นอน ตรงข้าม
หากเราเอาแต่หลงตัวเอง ดื้อด้าน มีทิฐิมานะอยากเอาชนะเขา สุดท้าย เราเองน่ะละที่เสียผลประโยชน์
แทนที่จะได้ผู้นำทางที่ดี ช่วยนำทางแก่เรา ก็ไม่ได้ ในอนันตจักรวาลนี้
เราเดินทางได้โดยไม่หลงหรือ พุทธเกษตรนั้นมิได้อยู่ในจักรวาลนี้
จะต้องออกจากจักรวาลนี้ไป ผู้ที่เดินทางไปถูกและเคลียร์กรรมหมดได้นั้น
มีน้อยเหลือเกิน
๔ ชำระหนี้บาปกรรมได้หมด
หลายท่านอาจบอกว่าโชคร้ายเหลือเกินที่ได้รับแต่สิ่งที่ไม่ดี
ไม่ใช่นะครับ คุณโชคดีต่างหาก นั่นแปลว่าคุณได้ชำระตัวเองมากกว่าใครเพื่อน
“หนี้เก่า” ของคุณจะถูกชำระมากกว่าใคร การได้ชำระหนี้บาปกรรมนั้นยิ่งมากก็ยิ่งเป็นมงคลชีวิตครับ
หลายคน “หลงเพลินในโลก” เช่น มัวหลงสุข, มัวหลงผลบุญ เหมือนพวกที่คิดบวก
คิดแต่สิ่งดีๆ ได้รับแต่สิ่งดีๆ เสวยผลบุญมากมาย อันนี้ ประมาทนะ
คนที่มีความคิดเชิงบวกที่แท้จริงก็จะต้องมีความคิดเชิงบวกกับ “การรับกรรม” ด้วย
ไม่ใช่ไม่แจ้ง ไม่สว่างว่าการรับกรรมคืออะไร? เลยต่อต้านด้วยพลังจิต ไม่ยอมรับ
ใช้วิชาทางจิต เช่น พลังเชิงบวกบ้างอะไรบ้าง ปฏิเสธหรือผลักกรรมออกไป ก็มีครับ
๕ รู้ตัวเองว่าเกิดมาทำหน้าที่ใด
เกือบ ๑๐๐% ไม่รู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่ออะไร?
ทำหน้าที่ใด? เชื่อไหมครับ? ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ
คนเหล่านี้เพราะไม่รู้ว่าตัวเองต้องทำหน้าที่ใด พวกเขาจะต้องให้
“เจ้านายหรือลูกค้า” มาชี้สั่งก่อนฮะ ลูกน้องต้องให้เจ้านายชี้สั่งใช้งาน,
เจ้าของกิจการก็ต้องให้ลูกค้าชี้สั่งสินค้าและบริการ
“นี่คือโทษของการไม่รู้จักหน้าที่ของตัวเอง”
ใครก็ตามที่รู้หน้าที่ของตัวเองแล้วจริงๆ ตื่นแจ้งแล้วจริง
มีความรับผิดชอบแล้วจริง พวกเขาจะไม่ต้องถูกสั่งใช้ มนุษย์ไม่อาจสั่งใช้เขาได้
เทพไม่อาจสั่งใช้เขาได้ เมื่อเขารับกรรมด้วยการทำงานรับใช้คนอื่นมากพอแล้ว เขาก็จะมีอิสระ
มีเจตจำนงเสรี และสามารถทำกิจของเขาได้อย่างอิสระ
สิ่งนี่พิสูจน์ได้จริงในชาตินี้เลยครับ
ทั้งห้าประการนี้คือ “มงคลชีวิต”
ที่ฆราวาสผู้ทรงธรรมควรมีครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น