“โมฆะบุรุษ” คืออะไร?




“โมฆะบุรุษ” เป็นคำที่ปรากฏในไตรปิฏกบ่อยๆ เป็นคำที่พระสมณโคดมใช้เรียกคนบางคนที่เกิดมาเสียชาติเกิด เกิดมาเพื่อทุกข์ทรมานแล้วต้องตายเปล่าโดยแท้ กลับไม่ได้อะไรคุ้มค่าที่ต้องมาเกิด มาทุกข์ยาก และต้องทรมานกับโลกนี้เลย ในบทความนี้จะขอนำคำว่าโมฆะบุรุษมาอธิบายขยายความต่อ ดังต่อไปนี้ครับ

คนเราล้วนถูกทำให้ไม่เป็นเรา
คนเราทุกคนเกิดมาถูกสังคมหล่อหลอมให้เป็นอย่างที่สังคมต้องการให้เป็น “เราไม่เคยเป็นเราอย่างแท้จริง” เราทุกคนเหมือน “หนอน” ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองบินได้ ตัวเองมีอิสระแค่ไหน? เราจะต้องผ่านการทลายตัวตนเก่าของเราก่อนเหมือนหนอนที่เข้าดักแด้ เพื่อทำลายตัวตนหนอนจากนั้นก็จะกลายเป็นผีเสื้อ คนที่ไม่ผ่านกระบวนการนี้ล้วน “เกิดมาตายเปล่าแท้” เพราะเขามีชีวิตอยู่โดยไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างที่เป็นตัวเองจริงๆ มีแต่ตัวตนที่สังคมต้องการ, คนรอบข้างต้องการให้เป็นเท่านั้นเอง เมื่อเกิดมาแล้วไม่ได้เป็นเราอย่างแท้จริงแต่ต้องเป็นใครสักคนที่คนอื่นต้องการ การเกิดมาชาติหนึ่งก็เสียเปล่าเป็น “โมฆะบุรุษ” โดยแท้ อย่างไรละครับ

๒ เราต้องทลายตัวตนที่สังคมหล่อหลอม
“ตัวตนตัวหนอน” ที่วันๆ ถูกป้อนด้วยคำสอน, กระแสสังคม, ข่าวสารต่างๆ ฯลฯ เราก็ไม่ต่างจากหนอนที่กินจนอ้วนและบินไม่ได้ สิ่งต่างๆ ที่หล่อหลอมเรานี้ล้วน “มาจากภายนอก” ไม่ใช่เราแท้จริง มิใช่ตัวตนที่แท้จริงของเราเลย ดังนั้น เราจะต้องทลายตัวตนอันไม่ใช่อนัตตานี้เสีย ในทางพุทธศาสนาเรียกสิ่งนี้ว่าสักกายทิฐิก็ได้ ในสภาวะอนัตตานั้น มิใช่นิรัตตา ด้วยนิรัตตานั้นหมายความว่าไม่มีตัวตนอะไรเลย ทุกอย่างว่างเปล่า นี่ก็ไม่ใช่ครับ เพราะสุดโต่งมากเกินไป อนัตตาย่อมมิใช่ทั้งอาตมันและนิรัตตาดุจผีเสื้อไม่ใช่อากาศที่ว่างเปล่า และไม่ใช่ทั้งหนอน ผีเสื้อก็คือผีเสื้อ อนัตตาก็คืออนัตตา แต่เราจะต้องทลายสักกายทิฐิ อัตตาของเราก่อน

๓ ทุกสิ่งที่รับรู้และถูกสอนมาล้วนไม่ใช่?
“เพราะไม่มีสิ่งใดแทนที่สัจธรรมได้” คำว่าเกลือแทนที่เกลือจริงๆ ไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น ทุกสิ่งที่เรารับรู้มานั้นล้วนมิใช่สัจธรรม เราไม่ได้รับรู้เกลือจริงๆ แต่เราถูกสังคมหล่อหลอมด้วย “คำว่าเกลือ” ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ เราจะต้องไม่หลงกับการรับรู้และการถูกหล่อหลอมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจากครูบาอาจารย์, ตำราอะไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว เราจะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง เข้าถึงสัจธรรมความจริงนั้นด้วยตัวเอง นี่ไม่ใช่การปฏิเสธครูครับ ตรงข้าม คือ การยอมรับว่าครูต้องมีมาก่อน การสอน, การรับรู้ต้องมีมาก่อน แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งๆ เราจะต้องปฏิบัติเอง และตอนนั้นเราจะต้องทลายตัวตนที่เราถูกหล่อหลอม, ถูกสร้างมาโดยใครหรืออะไรก็ตามครับ

๔ ต่อให้สำเร็จทางโลกก็แค่โมฆะบุรุษ?
จริงครับ “ตราบใดที่ไม่อาจเป็นอนัตตาอันแท้จริงได้” ต่อให้คุณประสบความสำเร็จทางโลกมากแค่ไหนมีเงินทองกองล้นฟ้าหรืออย่างไร? หากคุณไม่เคยค้นพบตัวตนที่แท้จริงที่ไม่ใช่ตัวตน ที่เป็นอนัตตาเลย คุณก็เป็นแค่โมฆะบุรุษเท่านั้นเอง ทั้งหมดที่คุณทำมาไม่ว่ามากมายเท่าใด มันล้วนเป็นศูนย์ครับ เพราะมันไม่ใช่คุณที่แท้จริงเลย มันเหมือนฟองอากาศมายา ที่ไม่จริง แต่ถูกเป่าให้ใหญ่จนคุณหลงว่าตัวตนคุณช่างยิ่งใหญ่มากนักหนา ก็เท่านั้นเอง หลายคนยังหลงอยู่กับสิ่งที่ตัวเองเป็น ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตนเองเลย สิ่งที่เขาเป็นอยู่ ดูดีมากมาย ทว่า มันล้วนเป็นแค่มายาการอันเกิดจากการถูกหล่อหลอมมาจากสังคม

๕ ไม่ใช่ปฏิเสธตัวหนอนแต่ต้องเป็นผีเสื้อ?
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ไม่ได้บอกว่าตัวตนสมมุติที่สังคมหล่อหลอมเราผิด แล้วจะต้องไปปฏิเสธมันนะครับ แต่หมายความว่าเราจะต้องตระหนักรู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของเราไม่ใช่ตัวตนที่เป็นอยู่นี้ และเราต้องค้นหามันเอง เราไม่ใช่ตัวหนอน แต่เราเป็นตัวหนอนเพื่อที่จะเป็นผีเสื้อ ไม่ใช่ปฏิเสธตัวหนอนนะ เพราะหากไม่มีตัวหนอนก็จะไม่มีผีเสื้อด้วยเช่นกัน ดังนั้น ตัวตนสมมุติย่อมต้องมี แต่มิใช่มีเพื่อให้หลงอยู่กับตัวตนสมมุตินั้น ตลอด พระสมณโคดมนั้นได้กล่าวว่าเราเกิดใหม่แล้ว วันเกิด, วันตาย, วันตรัสรู้ของเราคือวันเดียวกัน หลายคนยังไม่เข้าใจ คิดว่าเป็นวันเกิดของสังขาร, วันตายของสังขาร แท้จริงแล้วคือปริศนาธรรมในการกำเนิดใหม่ครับ

คุณจะยังไม่รู้แจ้งอะไรแท้จริงหรอก ถ้ายังไม่ได้กำเนิดใหม่ครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด