การบำเพ็ญบารมีที่ได้ผลต้องทำอย่างไร?
หลายคนลงมาเกิดเพื่อบำเพ็ญบารมี
แต่ที่สำเร็จนั้นหาได้ยากนัก หลายคนกลายเป็น “อะไรบางอย่าง”
ตามสังคมที่ตนเข้าหาจะกำหนดให้เป็น เช่น เข้าสู่สังคมธรรมะก็ต้องเป็นคนมีธรรมะ ซึ่งมันอาจไม่ใช่ทางหลุดพ้นเลยเพราะคุณแค่ติดอยู่ในสังคมธรรมแค่นั้น
ในบทความนี้จะขออธิบายเทคนิคการบำเพ็ญธรรม ดังต่อไปนี้
๑ มีเมล็ดพันธุ์ที่ถูกต้อง
หากคุณจะปลูกข้าวแต่ไม่มีเมล็ดพันธุ์
คุณไม่สนใจเมล็ดพันธุ์เอาเมล็ดก็ได้หว่านลงไปในนา คุณจะได้ข้าวไหมครับ? เช่นกัน
คนเรานั้นหากไม่มี “โจทย์การบำเพ็ญบารมี” ก็เหมือนไม่มีเมล็ดพันธุ์ บำเพ็ญไปมันก็ไม่มีข้าวออกมาได้
การจะได้เมล็ดพันธุ์หรือโจทย์ในการบำเพ็ญบารมีได้นั้น คุณจะต้องไปพบผู้มีบารมีธรรมจริง
เช่น พระพุทธเจ้า เสียก่อน หรือพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีธรรมก็ได้ เช่น ปีศาจงูไป๋ซู่เจิน
ได้พบพระกวนอิมแล้วได้โจทย์ในการบำเพ็ญธรรมมาว่า “หากต้องการเป็นมนุษย์จะต้องมีความรักที่แท้จริง”
ปัจจุบันหลายคนได้แต่บำเพ็ญแบบลองผิดลองถูกกันไปเอง น้อยคนนักที่จะได้พบผู้มีบารมีธรรมจนได้รับโจทย์การบำเพ็ญครับ
๒ หาหมอให้ถูกคน
ถ้าคุณป่วยแล้วไปหาสัตวแพทย์
คุณจะหายป่วยไหมครับ? แน่นอนไม่หาย คุณต้องไปหาหมอให้ถูกคนด้วย
การบำเพ็ญธรรมก็เช่นกัน คุณต้องได้พบผู้มีบารมีธรรมแท้ก่อน หลายคนยังไม่ได้พบเจอ
ก็เลยบำเพ็ญเอง ก็ไม่ผิดอะไรครับ แต่มันจะไม่ได้มรรคผลจริงเท่านั้นเอง
การบำเพ็ญเองก็เพื่อให้เกิดพลังสั่นสะเทือนไปยังท่านผู้มีบารมีธรรมให้มาโปรดเรา
แล้วเราจะเริ่มนับหนึ่งได้เมื่อได้รับโจทย์การบำเพ็ญจากเขาครับ
เพราะอะไร? เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้เองครับ หลายคนเหมือนเข้าใจคำกล่าวนี้แต่ไม่เข้าใจจริงๆ
หลายคนก็ยังคงคิดว่าตัวเองสามารถตรัสรู้เองได้ เอ่อ ถ้าคุณทำได้
คุณก็คือพระพุทธเจ้าแล้วครับ ซึ่งมันไม่ใช่ไงครับ
๓ อย่าหาความถูกผิดจากการถกเถียง
คนตาบอดห้าคน
คลำช้างตัวเดียวกัน หากคนใดเถียงชนะคนอื่นๆ ทุกคนได้ ถามว่าสิ่งที่เขาพูดมันจะจริงได้ไหมครับ?
ก็ไม่ได้ เขาแค่เถียงชนะ แต่นั่นไม่ได้แปลว่ามันจะถูกต้องอะไรเลย เช่นกัน ปัจจุบัน
หลายคนชอบไปหาความถูกผิดจากการถกเถียงกัน
ทำเหมือนกับว่าถ้าตนเองเถียงชนะเขาได้แล้ว ตนก็จะคิดถูกอย่างนั้นละ ไม่ใช่เลยครับ
หากเราคิดผิด ต่อให้เถียงชนะทุกคนได้ มันก็ผิดอยู่วันยังค่ำ ความจริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการถกเถียงหรือเอาชนะคะคานใคร
คนที่ค้นพบสัจธรรมความจริงอาจเถียงไม่เก่ง อาจเถียงแพ้ก็ได้
ในขณะที่คนเถียงเก่งชนะทุกคนอาจไม่ได้รู้จริงหรือหลงผิดอยู่ก็ได้ ดังนั้น ไร้ประโยชน์ที่จะมามัวเสียเวลาเถียงกันครับ
๔ อย่าคิดเอาเองโดยไม่ถูกทดสอบ
การที่เราคิดอะไรสักอย่างได้
เข้าใจอะไรสักอย่างได้ เช่น ธรรมะนั้น
มันไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งนั้นคือความจริงได้เลย หากไม่มีการทดสอบเสียก่อน
เหมือนเพชรที่ผ่านการทดสอบแล้วย่อมมั่นใจได้ว่าเป็นเพชรแท้ คนเราก็เช่นกัน จะคิดเอง
เออเอง แล้วหา “แนวร่วม” จำนวนมากๆ มาช่วยกันปกป้องความคิดของตนเองว่าถูกนั้น
มิใช่หนทางแห่งความหลุดพ้นอะไรเลย ทว่า ปัจจุบัน หลายคนก็ทำเช่นนี้
หลายคนชอบคิดเอาเอง แล้วก็เอามาสอนคนอื่น
ทั้งที่ยังไม่ผ่านการทดสอบเลยว่าสอนคนอื่นได้ไหม? ตนเองเป็นครูได้จริงหรือเปล่า?
มนุษย์นี้ ทำอะไรก็ทำได้ อย่างอิสระเสรีแต่ในฐานะ “งานศิลปะ” นะ ไม่ใช่ “ไปเป็นอย่างอื่น”
เช่น เป็นครูเถื่อน ก็ไม่ใช่
๕ การบำเพ็ญบารมีต้องมีมารเสมอ
เราเป็นมนุษย์ หากจะบำเพ็ญสำเร็จเป็นโพธิสัตว์ได้
ก็จะต้องกำเนิดใหม่ วิวัฒนาการด้วยการตายจากความเป็นมนุษย์ปุถุชนไปก่อน
แล้วกำเนิดใหม่เป็นพระโพธิสัตว์ได้ ในช่วงของการกำเนิดใหม่นี้เองที่ยากนักอุปมาเหมือนการงอกของเมล็ดพืชกว่าจะแทงรากออกมาจากเมล็ดที่แข็งมากๆ
ได้นั้น ไม่ง่ายเลยจะต้องมีอะไรมากระทบจากภายนอก เช่น มีน้ำ,
มีดินมาช่วยให้เมล็ดงอกออก มนุษย์เราก็เช่นกันจะกำเนิดใหม่เป็นโพธิสัตว์ได้นั้น
จะต้องมีมารมาผจญ ไม่เช่นนั้นเราก็ออกจากเมล็ดเดิม ไม่ได้
เพราะไม่มีอะไรมาช่วยกระทบทำให้เราตายจากตัวตนเก่า ซึ่งหน้าที่ในการทำให้ตายจากตัวตนเก่านี้
ผู้อื่นไม่มีบุญทำได้เลย ต้องให้มารทำเท่านั้น
อย่ามัวแต่นั่งคิดฝันไปเองหรือเถียงเอาชนะใครเลย
เสียเวลาครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น