สัมมากัมมันตะ ๔ แบบ
“สัมมากัมมันตะ”
หรือการกระทำชอบ, การกระทำที่พอดีนั้น
หลายท่านอาจตีความแตกต่างกันไปได้ ด้วยคำว่า “พอดี” ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ถามว่าเราจะใช้อะไรตัดสิน?
ในบทความนี้จะขออธิบายขยายความความหมายของคำว่า “สัมมากัมมันตะ” ให้เข้าใจตรงกันโดยจำแนกสัมมากัมมันตะเป็น
๔ แบบ ดังต่อไปนี้
๑ สัมมากัมมันตะคืออะไร?
ในมรรคมีองค์แปดนั้นมี
“สัมมากัมมันตะ” ที่แปลว่า “การกระทำชอบ” อยู่ด้วย ถามว่าอะไรคือการกระทำชอบ? คำตอบก็คือการกระทำที่พอดีไม่ก่อกรรมมากเกินขอบเขต
เกินเลย เกินไป แต่ก็ไม่ใช่ไม่กระทำอะไรเลย วันๆ อยู่เหมือนซอมบี้ผีดิบ
ซังกระตายเหมือนพระอิฐพระปูนไปวันๆ ไม่ใช่ครับ ทีนี้ ถามว่าแล้วการทำแบบพอดีๆ
ไม่เกินเลยนั้นเป็นอย่างไร? ในบทความนี้จะขอนำมาอธิบายขยายความให้อ่านกันครับ สรุปว่า
การกระทำชอบหรือการกระทำที่พอดีไม่เกินเลยขอบเขตนั้น เราจะต้องพิจารณา
“ตัวผู้กระทำ” ด้วย ว่าเป็นใคร เช่น ปุถุชนทั่วไปฆ่าคนไม่ได้
แต่ทหารฆ่าศัตรูในสนามรบได้ อันนี้ก็แตกต่างกันแล้ว จริงไหมละครับ?
๒ การกระทำชอบแบบมนุษย์
มนุษย์มีเจตจำนงเสรีที่จะทำหรือไม่ทำอะไรก็ได้เพราะมนุษย์นั้นไม่มีฤทธิ์อย่างเทพ
การกระทำของมนุษย์จึงมีผลกระทบน้อยหรือก่อความเสียหายได้ไม่มาก
ทั้งนี้ จะต้องกระทำโดยไม่มีเครื่องมืออะไรด้วยนะครับ ถ้าทำโดยมี “เครื่องมือ”
เช่น มีด การกระทำของมนุษย์ก็จะก่อผลกระทบได้มากกว่าเดิม ดังนั้น
เมื่อใดที่มีการใช้เครื่องมือ มนุษย์จะต้องมี “จริยธรรมในการใช้สิ่งนั้น” ด้วยเสมอ
เช่น เครื่องมือสื่อสาร จะต้องมีจริยธรรมในการใช้สื่อด้วย “จริยธรรม” จึงเป็นเหมือนศีลกำกับการใช้เครื่องมือและตำแหน่งต่างๆ
ของมนุษย์ เพื่อให้มีการกระทำที่พอดี ไม่เกินเลย ไม่ก่อกรรมมากเกินไป
มนุษย์จะกระทำสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ไม่เกินกว่านั้น
๓ การกระทำชอบแบบเทวทูต
เทวทูตคือชาวสวรรค์
จะมีหิริโอตัปปะมากกว่ามนุษย์ ดังนั้น “จะกระทำอะไรโดยพละการณ์มิได้”
เพราะว่าจะเกิดผลกระทบต่อโลกได้ เกิดกรรมได้มาก
เพราะเทพเทวดานั้นมีฤทธิ์เดชมากกว่ามนุษย์ ก่อผลกระทบได้มากกว่า ดังนั้น
ย่อมจะต้องมีศีลมากกว่าเทวทูตนั้นสามารถ “ดลจิตดลใจ” หรือ “ชี้นำทางมนุษย์”
ได้เพราะการชี้นำทางไม่ได้ก่อกรรมมากเกินไป เหมือนพระศาสดาชี้นำทางแก่สาวก
ไม่ได้ทำกรรมเองแค่ “ชี้แนะบอกทาง” ให้คนอื่นเท่านั้นเอง ทั้งนี้
เทวทูตกับพระบุตรนั้นจะชี้นำทางมนุษย์ได้ไม่เท่ากัน เทวทูตอาจบอกได้แค่นัยๆ
ไม่ชัดเจน แต่พระบุตรนั้นจะบอกได้อย่างชัดเจนเหมือนศาสดาองค์หนึ่งเลยทีเดียว
นี่คือ ข้อแตกต่าง
๔ การกระทำชอบแบบเทพ
เทพคือชาวสวรรค์
ดังที่กล่าวแล้วว่าชาวสวรรค์มีศีลและฤทธิ์เดชมากกว่ามนุษย์
ย่อมต้องมีกรอบควบคุมที่เหนือกว่ามนุษย์ เทพนั้นสามารถ “ลงมือกระทำ”
ได้มากกว่าเทวทูต เทพสามารถบันดาลให้เกิดฝนตก หรือน้ำท่วมก็ได้ เพราะ
“เทพทำตามบัญชาสวรรค์” มิได้มีเจตนาอยากทำตามอำเภอใจของตนเอง เมื่อทำตามคำสั่ง
ย่อมไม่ต้องรับผลกรรมมาก แต่หากเทพไม่ฟังคำสั่งสวรรค์ ทำกรรมเองตามอำเภอใจ
เทพองค์จะต้องรับผลกรรมเองทั้งหมด เช่นนั้น ก็จะ “เกินเลยขอบเขต”
ไม่ใช่สัมมากัมมันตะของเทพครับ เทพบางองค์ไปรบหรือฆ่าปีศาจก็ได้
หลายคนคิดว่าศีลห้าฆ่าสัตว์ไม่ได้ แต่สำหรับเทพทำได้เพราะทำตามบัญชาสวรรค์ไงครับ
๕ การกระทำชอบแบบโพธิสัตว์
โพธิสัตว์นั้นมี
“บารมี” ของตนเองที่จะรองรับผลกรรมที่ตนกระทำลงไปได้ ดังนั้น โพธิสัตว์จึงทำอะไรได้มากเกินกว่าเทพ
เช่น การช่วยเหลือสัตว์อื่นเองโดยไม่มีบัญชาสวรรค์กำกับ
ตรงนี้ต้องระวังนิดหนื่งนะครับ ด้วย “ปีศาจ” ก็มีการกระทำตามความคิดตัวเองเช่นกัน ปีศาจทำความดี
ตามที่ตนเองคิดโดยไม่มีบัญชาสวรรค์ แต่ความแตกต่างอยู่ตรงที่ โพธิสัตว์นั้นทำไปโดยไม่ได้คิดว่านั่นคือความดี
บางครั้งอาจต้องทำกรรมด้วยซ้ำ ทว่า โพธิสัตว์นั้นยอมรับกรรมไว้เองได้ ส่วนปีศาจนั้นทำโดยคิดว่านี่คือความดี
ฉันทำความดี ความดีนี้เป็นของฉัน ผลงานของฉัน ฯลฯ ปีศาจจึงทำความดีแล้วติดดี,
หลงดี แต่โพธิสัตว์หาได้ยึดติดในความดีนั้นๆ ไม่
ก่อนจะทำอะไรก็ดู “ตัวเอง”
ก่อนครับว่าทำได้มากน้อยแค่ไหน?

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น