ผู้มีปัญญาจะดำรงอยู่อย่างไร?
เมื่อบุคคลใดบรรลุธรรมมีปัญญาสว่างไสวแล้ว
เขาจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร? เขาจะดำรงอยู่ในโลกนี้อย่างไร? คำถามเหล่านี้
หลายท่านอาจอยากทราบ ปกติแล้วเขาจะไม่บอกกันเพราะอะไร? เพราะกัน “ตัวปลอม”
มาอ่านแล้ว “ลอกเลียนแบบ” หรือกันไม่ให้เกิดอุปทานเสียก่อน ในบทความนี้ขออธิบายดังนี้
๑ ผู้มีปัญญาไม่อยู่อย่างพระอิฐพระปูน
หลายคนเข้าใจผิดในพระอรหันต์มากๆ
เพราะความเคยชินที่กราบไหว้พระพุทธรูปมานาน
ก็เลยติดภาพว่าผู้บรรลุธรรมจะต้องนั่งนิ่ง บื้อใบ้ ไม่พูดจา
ไม่ตอบโต้กับใครเหมือนพระพุทธรูปนั้น “ทว่า มนุษย์ไม่ใช่พระอิฐพระปูน”
มนุษย์มีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ได้ตามปกติ หากไม่มีก็ผิดปกติ หากผิดปกติ ก็แสดงว่า
“ศีลบกพร่อง” แต่แรกแล้วครับ ทว่า หลายคนมัก “ลุ่มหลง” ผู้ผิดปกติ ไม่ใช่มนุษย์
แต่แสดงละครเก่งแนบเนียน ทำตัวดีจนราวกับเป็นพระโพธิสัตว์มาจริงๆ ถามว่ามีไหม?
มีเยอะแยะครับ “คนที่ทำดีเว่อร์ๆ” แต่ไม่ใช่ของจริง ทำให้มีคนลุ่มหลงมากมาย
นั่นเพราะเราอยากได้อะไรที่ดีเว่อร์เกินไป จนเกินปกติ ทว่า ผู้มีปัญญาย่อมไม่ใช่เช่นนั้น
๒ ผู้มีปัญญาจะไม่ทำอย่างเป็นตัวตน
ดังที่กล่าวแล้วว่าผู้มีปัญญาไม่ใช่พระอิฐพระปูน
มีอิสระเสรีที่จะกระทำหรือไม่กระทำอะไรก็ได้ ทว่า ท่านจะมีศีลเป็นกรอบ ทำให้การกระทำมี
“ขอบเขต” ไม่มากเกินไป ไม่เกินขอบเขตของผู้มีธรรมตามปกติครับ เช่น
จะไม่กระทำอย่างเป็นตัวตน หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า หากเราไปช่วยเขาทำคลอด
เราก็ไม่ได้กระทำอย่างเป็นตัวตนผู้ทำคลอด ไม่ได้กระทำในฐานะตัวตน “คุณหมอ” ครับ
หากเราถูกนิมนต์ไปนั่งให้เขาทำบุญ กราบไหว้ เราก็ไม่ได้ไปอย่างเป็น “ตัวตนพระ”
เราจะตื่นแจ้งในความไม่มีสาระของการกราบไหว้นั้น แล้วเอือมระอาออกมาเอง
ไม่ใช่นั่งบื้อใบ้ให้เขากราบไหว้อยู่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว แบบนั้นแสดงว่า “ขาดสติ”
นะครับ
๓ ผู้มีปัญญาเหมือนคนไม่เอาไหน?
เพราะผู้มีปัญญาไม่ทำอย่างมีตัวตน
จึงทำให้คนเข้าใจผิดว่า
“เป็นคนไม่เอาไหน” ไม่เอาถ่าน ทำอะไรได้ไม่นานก็เลิกแล้ว ไม่เป็นหลักเป็นฐาน ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน
ไม่เป็นตัวตนอาชีพอะไรได้ นั่นเองครับ ที่เป็นเช่นนี้ ก็ด้วยผู้มีปัญญาจะอยู่ในโลกอย่าง
“น้ำกลิ้งบนใบบัว” ไม่ติด ไม่แช่อยู่กับตัวตน หัวโขนใดๆ ดังนั้น จึงไม่จมสู่ตัวตนหรืออาชีพใดๆ
ทั้งสิ้น บางครั้งจะมีลักษณะเหมือนคนไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หรือเอาดีทางโลก
ไม่ได้นั่นเอง แต่หากลองดูประวัติแล้วจะพบว่าเขาไม่ใช่คนเช่นนั้น คนที่จะอยู่ในโลกแบบไม่เอาไหนได้นั้นจะผ่านการชำระกรรม
ทำงานหนัก หรือรับผิดชอบอะไรมากมายมาก่อน จนหมดกรรมแล้วก็จะอยู่แบบนี้ได้
๔ มีการกระทำดังเช่นศิลปิน
ดังที่กล่าวแล้วว่าผู้มีปัญญาจะไม่อยู่อย่างพระอิฐพระปูน
ใครที่ทำตัวเหมือนพระอิฐพระปูน ไม่ใช่มีปัญญา แต่ว่า “มืดบอด” ไม่รู้ตัว
ไม่มีสติรู้ตนว่ามีกิจใดคั่งค้างอยู่ เป็นกันเยอะเลยครับ
แล้วหลงตัวเองว่าตัวเองนั้น “อรหันต์แล้วไม่ต้องทำอะไร” คนเรามีกรรม
มีกิจต้องชำระครับ เมื่อมีคนเข้ามาสู่เรา เราต้องมีสติไวๆ แล้วมันจะรู้เองได้เลยว่า
“เรามีกิจอะไรต้องทำ” แต่ไม่ใช่ “การกระทำภายใต้เงื่อนไขแบบปุถุชน” นะครับ
การที่มีอาชีพทำ มิใช่สัมมาอาชีวะเลยเพราะอะไร?
เพราะการมีอาชีพนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าทำให้ได้รายได้
เมื่อเราทำด้วยความคิดละโมบอยากได้เงิน มันจะมีสัมมาทิฐิได้ยังไง? เมื่อไม่มีสัมมาทิฐิก็ไม่มีสัมมาอาชีวะครับ
๕ การกระทำด้วยเจตจำนงเสรี
ดังที่กล่าวแล้วว่าสัมมาอาชีวะไม่ใช่การมีอาชีพทางโลก
เพราะอาชีพนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขและความละโมบ ไม่ได้เริ่มต้นด้วยสัมมาทิฐิ
การกระทำอันเป็นกลาง ที่อิสระแท้จริงที่เรียกว่า “สัมมากัมมันตะ” นั้น
จะต้องไม่อยู่ภายใต้เงื่อนไขอะไร เป็นการกระทำที่อิสระ
เมื่อเรามีการกระทำที่อิสระได้จนยั่งยืนอยู่ได้แล้ว เช่น พระไปบิณฑบาตรอย่างอิสระทุกๆ
เช้า จนสามารถดำรงอยู่ได้แล้ว แบบนี้เรียกว่า “สัมมาอาชีวะ” เพราะไม่มีอาชีพ
แต่มีสัมมาอาชีวะได้เพราะเหตุนี้ ส่วนโยมนั้นมีอาชีพแต่ไม่ได้สัมมาอาชีวะเพราะเหตุดังที่ได้กล่าวมาแล้วฮะ
เหตุนี้ ผู้มีปัญญาจึงต้องมีการกระทำที่อิสระ ด้วยเจตจำนงเสรีให้ได้ก่อน
จึงจะมีสัมมาอาชีวะก็จะอยู่ได้ครับ
และผู้มีปัญญาจะไม่บื้อใบ้เป็นพระอิฐพระปูนอย่างแน่นอนครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น