ถ้าบังคับให้คุณปฏิบัติได้จะทำดังนี้




บทความนี้เขียนจากการสมมุตินะครับ สมมุติว่าถ้าผู้เขียนบังคับทุกคนได้เต็มที่ ผู้เขียนจะบังคับให้ทุกคนปฏิบัติตัว ปฏิบัติธรรมอย่างไร? อย่างแรกต้องบอกว่าผู้เขียนปรารถนาดีต่อทุกท่าน แต่ไม่อาจบังคับให้คนทำสิ่งที่ดีได้ ดังนั้น บทความนี้เป็นเพียงการสมมุติสิ่งดีงามที่ผู้เขียนหวังจะให้เกิดขึ้นนั่นเอง ดังต่อไปนี้ครับ

๑ เริ่มต้นใช้ชีวิตให้เป็น “ปกติศีล”
คำว่าปกติศีลในที่นี้ หมายความว่าให้เรา ละเว้นสิ่งที่ไม่ควรกระทำจนเป็นเรื่องปกติครับ เช่น มนุษย์เราจะไม่ทำอะไรเกินขอบเขต เกินตัว เช่น หวังอยากได้คู่แบบในหนัง แบบนี้ไม่ใช่แล้ว ในหนังนั้นเขาแต่งตามงานวรรณกรรมโบราณที่พระเอกคือคนพิเศษ ไม่ใช่มนุษย์ปกตินะ เหมือนเป็นเทพมาเกิด ความรักก็จะพิเศษไปกว่ามนุษย์ธรรมดาครับ เราจะไปเอาอย่างหนังไม่ได้ คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ แค่มีครอบครัวอยู่ด้วยกัน ช่วยเหลือกันเหมือนเพื่อนมนุษย์อิงอาศัยกันได้ก็พอแล้ว ในความเป็นมนุษย์นี้ จะมีจิตสำนึกอยู่เสมอว่าเราคือมนุษย์ เราไม่ใช่อะไรที่เกินขอบเขตที่เราจะทำได้ อะไรที่เกินไปเราจะไม่ทำ ละเว้นจนเป็นปกติศีลครับ

๒ ใช้การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม
เมื่อเราปฏิบัติขั้นแรกได้ดีแล้วคือ “ความเป็นปกติศีลของมนุษย์” ขั้นต่อไปคือ การทำสมาธิในขณะทำงาน คือ การทำงานเป็นการปฏิบัติธรรม อันเหมาะสมกับเพศฆราวาสครับ และสมาธินั้นจะไม่สูงเกินไป จะไม่ทำให้เรากลายพันธุ์เป็นเทพหรือมาร สมาธินั้นจะแค่ “ขณิกสมาธิ” ขั้นพื้นฐานแต่มากพอที่จะใช้บรรลุธรรมครับ เราสามารถเป็นมนุษย์ที่บรรลุธรรมได้ด้วยสมาธิขั้นต้นหรือขณิกสมาธินี้ ไม่ต้องทำสมาธิขั้นสูง เพราะหากมีสมาธิขั้นสูงมากๆ เราอาจจะมีฤทธิ์เดชมากเกินมนุษย์และอาจจะกลายพันธุ์ หากเราบำเพ็ญบารมีไม่สำเร็จเป็นเทพหรือโพธิสัตว์ เราก็อาจกลายพันธุ์เป็นสิ่งที่ไม่ดีได้ ดังที่คุณเห็นว่าทำไมคนทำสมาธิยังมีโกรธรุนแรง

๓ ใช้ปัญญาเผชิญหน้ากับปัญหาทางโลก
ด้วยวิธีนี้ คุณก็จะได้พัฒนา “ปัญญาพละ” ของคุณให้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วครับ ไม่เพียงแต่ปัญหาของคุณเอง คุณควรกล้าเผชิญหน้ากับปัญหาของคนอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือเขาในฐานะเพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลกของเรา อีกทั้งปัญหาของสังคม ของโลก เมื่อเราตั้งต้นที่ปกติศีลได้แล้ว เราปฏิบัติสมาธิจากการทำงานปกติได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การเจริญปัญญานั่นเอง (ศีล, สมาธิ, ปัญญา) สามอย่างนี้เหมือนสามขาหยั่งของผู้มีธรรม เหมือนสามขาหยั่งของกระถางธูป ไม่อาจขาดขาใดไปได้ การพัฒนาปัญญาที่ดีที่สุดก็อยู่ที่การดำเนินชีวิตปกติประจำวันของเรา อย่าท้อถอย ขาดความเพียร หรือชอบหนีปัญหา จะทำให้ปัญญาไม่พัฒนาครับ

๔ ใช้สิ่งที่ไม่ดีเพื่อให้ตื่นแจ้งโลกเร็วๆ
โลกนี้มีทั้งสองด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี แต่คนที่มีปัญญาจะใช้ “สิ่งที่ไม่ดีให้เกิดประโยชน์ได้” นั่นคือ ใช้มันมาเป็น “เครื่องปลุกจิตเราให้ตื่นแจ้ง” หลุดพ้นจากความหลงโลกเสีย ใครที่ตื่นแจ้งได้เร็วจะทำให้มีปัญญาใช้ในการดำรงชีวิตที่เหลือได้เร็ว ใครที่ตื่นแจ้งช้าจะเหลือเวลาน้อยลง คนที่ยิ่งมีเวลาเหลือในโลกมาก ในขณะตื่นแจ้งก่อนใครนั้น คือคนที่โชคดี คือคนที่มีโอกาสได้กำไรชีวิตสูงสุด เมื่อมีกำไรชีวิตมากก็คือ “ผู้มั่งคั่งร่ำรวย” นั่นเอง คนที่ร่ำรวยจริงๆ มิใช่คนที่มีเงินทองของนอกกายมาก ของเหล่านั้นล้วนไม่ใช่ตัวกูของกู เป็นแค่ของสมมุติใช้ชั่วคราว แต่ความร่ำรวยที่แท้จริงอยู่ที่กำไรชีวิตต่างหาก คือ ตื่นแจ้งเร็วๆ มีเวลาเหลือทำสิ่งดีๆ ครับ

๕ ใช้สิ่งที่ดีๆ มิใช่เพื่อให้ติดข้องในโลกนี้
หลายท่านบริหารทรัพยากรผิดพลาด เมื่อมีทรัพย์สมบัติ เขาก็จะทุ่มกับ “การครองอยู่ในโลกนี้” โดยหารู้ไม่ว่า “โลกนี้มิใช่บ้านที่แท้จริงของเรา” ที่เราจะยึดมั่นถือมั่นอยู่ได้นานเราอยู่แค่ไม่เกินร้อยปีทุกอย่างก็ไม่ใช่ตัวกูของกูแล้วละครับ จริงไหม? ดังนั้น ถ้าเห็นใครมีอะไรเยอะแยะในโลกนี้ ให้ทราบไว้เลยว่าเขาเหล่านั้น ล้วนถูกหลอก ถูกโลกหลอกให้ติดข้องในโลกนี้ ไม่อาจหลุดพ้นได้ คนที่มีปัญญาจริงจะใช้ของดีเพื่อเป็นทุนให้ได้โอกาสกลับคืนสู่ “บ้านที่แท้จริงของเขา” ครับ เช่น นางวิสาขา บริจาคทรัพย์มากมายเพื่อสร้างวัด นี่เรียกว่ามีปัญญาจริง ใช้สิ่งที่ดี ใช้ทรัพย์สินในโลกนี้เพื่อส่งตัวเองไปสู่บ้านที่แท้จริงไปสู่ความหลุดพ้น จริงมั้ยละครับ

ถ้าบังคับทุกคนได้ ก็จะบังคับให้ทำตามห้าประการนี้แหละครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด