จุติจิต : นำพาไปเกิดที่ใด?
“ตายแล้วไปไหน?”
คำถามนี้หลายคนคงสงสัยกันมานาน ในบทความก่อนๆ ก็ได้กล่าวเรื่องจุติจิตไปบ้างแล้วว่าสามารถสังเกตุได้ว่าจะไปเกิดที่ใด?
ในบทความนี้ขออธิบายขยายความต่อไปอีก เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญมาก พอๆ
กับเรื่องนิพพาน เพราะหลายคนเข้าใจผิดในสองเรื่องนี้เยอะมาก จึงขออธิบายดังต่อไปนี้
๑ นิพพานกับการเกิด
ในบทความก่อนๆ
ได้กล่าวแล้วว่านิพพานกับการเกิดไม่เกี่ยวข้องกัน หลายคนเข้าใจผิดคิดว่านิพพานคือไม่เกิดอีก
จริงๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ จะบอกว่าเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ได้
เพราะไม่เกี่ยวข้องกัน
หลายคนมักเอามาโยงกันเพราะคิดว่าเจ้าชายสิทธัตถะผู้แสวงหาความไม่เกิดอีก
คงค้นพบสิ่งที่ตนค้นหาแล้ว แท้แล้ว พระสมณโคดมได้กล่าวไว้ชัดเจนว่าเจ้าชายสิทธัตถะได้ตายจากโลกแล้ว
และท่านไม่ใช่คนเดิม ท่านคือพระสมณโคดมผู้ตรัสรู้นิพพาน
อันไม่เกี่ยวกับการเกิดอีกหรือไม่เกิดอีกแต่อย่างใด
ไม่เกี่ยวกับความต้องการของเจ้าชายสิทธัตถะผู้อ่อนเยาว์ต่อโลกคนนั้นแต่อย่างใด
นี่คือ สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนจะศึกษาเรื่องนิพพาน
๒ จุติจิตกับการเคลื่อนสู่ภพใหม่
“จุติแปลว่าเคลื่อน”
หมายถึง
การเคลื่อนจากภพภูมิหนึ่งไปสู่อีกภพภูมิหนึ่ง
ก็คือการเกิดใหม่ในชาติภพใหม่นั่นเอง อย่างแรกที่เราต้องเข้าใจคือ จิตนั้นเป็นพลังงาน
ไม่ต่างอะไรกับจรวดที่มีพลังงานขับดัน เมื่อเราตายลง ก็คือ จรวดถูกปล่อยออกจากฐาน
จิตก็เหมือนกันก็ได้รับการปลดปล่อยออกจากกายเก่า
เกิดการเคลื่อนสู่ภพภูมิใหม่ตามแต่ว่าจิตนั้นได้รับการผูกปมไว้อย่างไรถ้าจิตนั้นผูกมัดเวียนวนกับ
“สมบัติของตน” จิตก็จะเคลื่อนไปอยู่กับสมบัตินั้น มีโอกาสเกิดเป็นผีปู่โสมเฝ้าทรัพย์
ถ้าจิตนั้นผูกมัดเวียนวนอยู่กับคนที่ตนรัก จิตจะจุติไปสู่ความทุกข์ที่ต้องพรากจากคนรัก
และมักถูกยมทูตหลอกและอาจจะต้องตกนรก ก็เป็นไปได้ครับ
๓ การเคลียปมในใจ-ในจิต
“จิตประภัสสรมีกิเลสมาจรเป็นครั้งคราว”
จิตกับกิเลสเป็นคนละสิ่งกัน เหมือนเมฆที่บดบังดวงจันทร์ เมฆก็มิใช่ส่วนหนึ่งของดวงจันทร์
เมฆไม่เที่ยง เป็นแค่ “อาคันตุกะมาจร” มาแล้วก็จากไป เท่านั้นเอง
หากเข้าใจตรงนี้ได้ก็จะไม่ต้องไปทะเลาะอะไรกับกิเลส กิเลสนั้นเหมือนอาคันตุกะที่มาจรเยี่ยมเยียนเราบ่อยๆ
ไม่ใช่ตัวกูของกู ไม่ใช่ตัวเรานะครับ
จิตนั้นมักคล้อยตามกิเลสเหมือนคนที่ใสซื่อบริสุทธิ์ มักถูกเพื่อนชวนไปเที่ยวเล่นได้ง่าย
เมื่อใดที่ “จิตตื่นแจ้ง” ก็จะสว่างไสวในตนเอง
ไม่ต้องให้เพื่อนที่ชื่อว่ากิเลสมาชักนำพาตนเองไปแล้ว เมื่อนั้น
เมื่อจิตละจากสังขาร จุติจากกาย ก็จะไม่ถูกกิเลสนำพาไปเกิดในภพภูมิต่ำๆ
ก็ย่อมหลุดพ้นทุกข์ได้
๔ เคยชินทางไหนก็ไปทางนั้น
หากเราปล่อยตัวปล่อยใจ
ไม่พัฒนาจิตใจตัวเอง ทำให้จิตใจของเราเสื่อมต่ำ และ “เคยชิน” ในการไปที่ต่ำๆ
หรือที่ไม่เหมาะไม่ควรบ่อยๆ เมื่อตายลง จิตจะจุติไปอย่างนั้น
ไม่ได้เกิดในภพภูมิที่ดี คนที่มีจิตวิเวก เบื่อโลกที่วุ่นวาย และมักจะไปหาที่สงบๆ
บ่อยๆ ตายลงก็มักจะไปพรหมโลกที่สงบสุข คนที่มีจิตใฝ่หาสิ่งเร้าต่างๆ
ที่จะทำให้ตนพอใจได้ คนเหล่านี้จะถูกล่อลวงด้วย “สิ่งเร้า, สิ่งหลอกล่อ” ได้ง่าย
เมื่อตายลงก็มักถูก “ชาวต่างมิติ” ใช้สิ่งเร้าหลอกล่อให้กลายเป็นทาสของพวกเขาไป
ยมทูตจำต้องมานำทางวิญญาณของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ เพื่อไม่ให้พวกเขาหลงทาง เป๋ออกไปนอกทางเป็นพวกนอกรีต
จนไม่มีคิวเกิดเป็นมนุษย์อีกไงละครับ
๕ ก่อนตายควรทำอย่างไร?
คำถามสุดท้ายที่เราควรถามตัวเองคือ
เมื่อเรายังไม่ตาย
เราสามารถเตรียมความพร้อมก่อนตายได้เสมอว่าเราจะทำจิตของเราอย่างไร? จริงไหมครับ?
เมื่อเรากลับมาแก้ไขที่ตัวเอง พัฒนาจิตใจของตัวเอง ยกระดับจิตของเราเองให้สูงขึ้นแล้ว
ก็มีโอกาสหลุดพ้น รอดจากอบายภูมิชั้นต่ำได้มากแน่นอนครับ แต่อย่าหลงคิดว่า
“ตายแล้วสูญ” นะ ไม่ใช่ ไม่มีคำสอนแบบนั้น คำสอนแนวอะไรก็ไม่ใช่ทั้งนั้น
ไม่มีตัวตนทั้งนั้น เป็นของลัทธินิรัตตา
เรื่องตายแล้วไม่สูญนี้หลวงพ่อฤษีลิงดำกล่าวไว้อย่างชัดเจน
และสอดคล้องกับคำสอนพุทธอีกด้วย ดังนั้น อย่าคิดว่าตายแล้วจะสูญไม่ต้องกลัวนรกอะไร
ไม่ใช่ครับ มีเวลาเหลือก็ต้องมาพัฒนาจิตใจด้วย
การยกระดับจิตวิญญาณจะช่วยให้เราหลุดพ้นอบายภูมิได้ครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น