สังคมธรรมที่ผิดเพี้ยน




หลายท่านเริ่มเบื่อหน่ายกับชุมชนธรรมะในสื่อออนไลน์ต่างๆ สาเหตุมาจาก “สังคมธรรมที่ผิดเพี้ยน” ไม่ใช่สังคมธรรมของผู้มีธรรมอันแท้จริง ทำไมจึกล่าวเช่นนี้? เพราะหลายคนเริ่มเห็นและมีประสบการณ์แล้วว่าการพูดคุยธรรมะไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นจะมี “ใจเป็นธรรมะ” ในบทความนี้ขออธิบาย ดังต่อไปนี้ครับ
  
๑ สังคมที่มีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง
เช่น บางชุมชนที่มีธรรมะเอาไว้เพื่อ “ฟาดฟันเล่นงานคนอื่น” หาได้มีไว้เพื่อให้ตนเองตื่นแจ้งและหลุดพ้น ไม่ หลายท่านคงเห็นแล้ว มีประสบการณ์แล้ว ตระหนักแล้วว่ามีคนแบบนี้อยู่จริงๆ คนที่ปากพูดธรรมะ แต่ใจนี้ไม่มีธรรมะ ใจมีแต่จะเล่นงาน ประหัดประหารเอาชนะคะคานกัน สังคมธรรมะแบบนี้ย่อมมีแต่การทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ช่วยให้เกิดการพัฒนาจิตใจอะไรได้เลย การสนทนาธรรมที่แท้จริงนั้น ผู้เขียนเคยกล่าวแล้วว่าเขาจะต้องเคารพกันและกันก่อน และต่างก็ศรัทธากันและกันด้วยจริงใจ มิใช่คิดแต่จะเอาชนะอีกฝ่าย แต่จะต้องคิดว่าอีกฝ่ายเป็นดั่งอาจารย์ของตน ที่จะช่วยให้ตนตื่นแจ้งหลุดพ้นได้ ทว่า สังคมแบบนี้ไม่มีเลย

สังคมที่อยากได้หน้ากว่าใครเขา
เช่น ทำบุญเอาหน้า, แสดงธรรมเอาความเหนือกว่าใคร ฯลฯ อยากเด่นอยากดัง อยากได้รับการยอมรับว่ามีธรรมเท่านั้นเอง สังคมธรรมะแบบนี้มักมีการ “จัดงานใหญ่ๆ” ออกสื่อ ออกหน้าออกตา คนที่อยากได้หน้าก็จะชอบวัดแบบนี้ วัดที่มีสังคมไฮโซให้ ทำบุญทีจะต้องได้หน้าใหญ่ๆ จะต้องออกหน้า ออกสื่อ นี่ไม่ได้มีแต่ในเมืองกรุงนะครับ ต่างจังหวัดก็มีสังคมธรรมะที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ แพร่ระบาดไปทั่วเหมือนกัน คนเข้าวัดก็มีปมในใจ อยากหาสังคมที่ทำให้ตนเองเด่นดัง มีหน้ามีตาได้ ทางวัดก็อยากได้โยมที่ทำบุญมากๆ ก็จัดให้ได้หน้า สังคมธรรมะที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ก็เลยเกิดขึ้น มากขึ้น และแพร่ระบาดไปทั่วครับ ซึ่งไม่ใช่สังคมธรรมะที่แท้จริง

สังคมที่วิปริตผิดเพี้ยนกันไปเอง
เช่น พวกที่มีธรรมะในแบบของตัวเองอันวิปริตผิดเพี้ยนไปจากศาสนาเดิมเหมือนผู้ที่อยากตั้งตนเป็นศาสดาใหม่มาเจอกับผู้ที่กระหายอยากเกาะอาศัยศาสดา เมื่อความต้องการกับสิ่งที่สนองกิเลสตัณหากันได้มาเจอกันอะไรจะเกิดขึ้นครับ? แน่นอน มันก็เลยกลายเป็น “ซ่อง” ดีๆ นี่เอง ภายนอกทุกอย่างจะดูดีมากเหมือนกับปีศาจที่แปลงกายเป็นพุทธะจะต้องหลอกคนให้ได้แนบเนียน มันก็ต้องมีเปลือกนอกที่ดูดี แต่เราจะรู้ได้เมื่อมีความรู้แจ้งในธรรมจริงๆ เมื่อเข้าไปดูให้ชัดๆ ก็จะรู้ว่าพวกนี้ปฏิบัติผิดเพี้ยนไปหมดเลย มีธรรมะแบบคิดเอง อุปทานกันไปเองหมดเลย หากเราไปบอกเขาๆ ก็จะรุมเถียง รุมเล่นงานเรา เขาก็จะเกิดมิจฉาทิฐิรุนแรงครับ
                                                                                                   
๔ สังคมธรรมะแบบเอออวยกันเอง
เช่น วัดบางวัด, กลุ่มคนบางพวก ที่เอออวยและยกย่องกันเองให้ผู้นำของตนเป็นพระโพธิสัตว์บ้าง, อรหันต์บ้าง, พุทธะบ้าง ฯลฯ แล้วแต่อยากจะยกยอปอปั้นจะแต่งเรื่องสร้างราวกันไป พวกนี้สุดท้ายแล้ว จะไปเกิดเป็นปีศาจกันหมดเลย หัวหน้าจะเป็นพญาปีศาจ สาวกลูกน้องก็คือปีศาจตัวน้อยๆ ทั้งหลาย สถานธรรมที่ดูดีบางแห่ง ยกย่องอาจารย์กันเอง ไม่มีนิกายใดรับรองธรรมให้ ผลคืออาจารย์คนนั้นกลายเป็นปีศาจบำเพ็ญธรรมเหมือนนางงูขาว และสาวกก็กลายเป็นบริวารปีศาจ นี่คือผลของการยกยอปอปั้นกันไปเอง ไม่มีใครมารับรองธรรมให้ อย่าไปทำอย่างนั้นเลยครับ เราเป็นมนุษย์ธรรมดาดีกว่า เอาตัวรอด หลุดพ้นให้ได้ก็พอแล้ว

๕ สังคมธรรมที่แท้จริงเป็นอย่างไร?
เช่น หมู่สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง ต่อสายธรรมตรง ถูกต้องแท้จริง เหล่านี้ ท่านจะอยู่แบบมีสังคม ไม่ใช่อยู่แบบพระปัจเจกแน่นอนครับ มีสังคมธรรมะที่แท้จริงอยู่ แต่จะไม่หมกมุ่นคลุกคลีกับหมู่คณะไปวันๆ เหมือนปุถุชนนะ มีสังคมแต่แยกกันปฏิบัติ แยกกันอยู่ในป่าในเขา เมื่อเวลาจะมาเจอกันก็มาได้ด้วยญาณรู้ โดยมิได้นัดหมายอะไรแบบนั้น ปัจจุบันก็ยังมีครับ ที่เราเรียกว่าหลวงปู่เทพโลกอุดร ไม่ได้มีแค่องค์เดียวแต่มีมากมายเป็นหมู่คณะครับ นอกจากนี้ บนสวรรค์ก็มีหมู่คณะพระสาวกของพระพุทธเจ้าอยู่เช่นกัน ละสังขารแล้วพระอรหันต์ท่านไม่ได้ว่างเปล่าหายสูญนะ ท่านอยู่ที่ไหนก็ได้แต่จะพบในบางที่บ่อยๆ เป็นที่รู้กันเองครับ
                             
อย่ามัวเสียเวลากับสังคมธรรมะที่ผิดเพี้ยนอยู่เลยครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม