ความร่ำรวยสิบมิติ




ความร่ำรวยในมุมมองของคนทั่วไปนั้นย่อมมองว่าเป็นการได้ครอบครองวัตถุสิ่งของ, เงินทอง ฯลฯ ทว่า แท้แล้ว การมีสิ่งที่มีค่าอยู่มาก ล้วนเป็นความร่ำรวยได้ทั้งสิ้น แต่สิ่งที่มีค่านั้นไม่ได้มีแต่วัตถุสิ่งของหรือเงินทอง  สิ่งที่มีค่านั้นมีมากกว่านั้น ในบทความนี้ ขออธิบายเรื่อง “ความร่ำรวย” ในมุมมองต่างๆ สิบมิติ ดังต่อไปนี้
  
๑ ร่ำรวยทานบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยทานบารมีจะส่งผลให้มีเงินมาก นี่เป็นความร่ำรวยในมิติแรกที่เราพบเห็นได้ทั่วไป และหลายคนมักคิดว่าความร่ำรวยต้องเป็นแบบนี้แบบเดียว ทานบารมีนั้นมีสามระดับคือ ๑๐ ทัศ, ๒๐ ทัศ และ ๓๐ ทัศ ในขั้นต้นๆ จะทำทานด้วยสิ่งของนอกตัว ในขั้นสูงๆ จะทำทานด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของตนเองครับ

ร่ำรวยศีลบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยศีลบารมีจะส่งผลให้มีความปกติมาก ปกติอย่างไร? ปกติที่จะละเว้นจากการกระทำกรรมอันไม่ควรกระทำ ทำให้มีความเสื่อมในธรรมน้อย คงความเป็นธรรมชาติเดิมแท้ไว้ได้มาก เช่น พระ, นักบวช ก็มีความร่ำรวยในศีลบารมีมาก ทำให้สูญเสีญคุณความดีได้น้อย เมื่อละสังขารจากโลก มักไปดีกว่าคนอื่น

ร่ำรวยเนกขัมบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยเนกขัมบารมีจะส่งผลให้มีความวิเวกสันโดษมาก มีจิตอันสงบระงับ ไม่ฟุ้งซ่าน แม้อยู่คนเดียวก็อยู่ได้ ไม่ขาดแคลน ไม่หิวโหยหรือกระหายพรรคพวกบริวารห้อมล้อม ฯลฯ ไม่ต้องมี เมื่อละสังขารจากโลก ก็ไปอย่างคนรวย มีความวิเวกมากคือไปที่สูง เพราะจิตไม่พัวพันด้วยผู้คน บางคนได้พรหมโลกเลย ก็ยังมี

๔ ร่ำรวยปัญญาบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยปัญญาบารมีจะส่งผลให้มีปัญญามาก ปัญญาส่งผลให้เจริญทั้งทางโลกและทางธรรม ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะปัญญาเหนือกว่าความฉลาด คนที่ร่ำรวยเงิน มีความฉลาด อาจเจริญแค่ทางโลก และเฉพาะในโลกนี้ ทว่า โลกหน้าพวกเขาจะมืดมน เพราะในทางธรรมนั้นเขามืดสนิท ต่างจากผู้มีปัญญา

๕ ร่ำรวยวิริยบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยวิริยบารมีจะส่งผลให้มีพละกำลังมาก ทำการณ์ใดก็สำเร็จลุล่วงโดยง่าย ลาภมักผลก็ตามมา สามารถใช้พละกำลังของตนไปเพื่อความเจริญทางโลกหรือทางธรรมก็ได้ โลกนี้หรือโลกหน้าก็ได้ ต่างจากผู้ที่ร่ำรวยด้วยทานบารมี ที่มักเจริญแค่ในทางโลกเท่านั้น หากไม่เอาทรัพย์มาสู่ทางธรรม ก็ไม่เจริญทางธรรม

๖ ร่ำรวยขันติบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยขันติบารมีจะส่งผลให้มีความสุขสบายมาก คนที่ขาดแคลนความอดทนนั้น ต้องพบสิ่งที่ยากกว่าเก่า คนเราหากอดทนเป็น จะไม่ต้องอดทนกับสิ่งที่ย่ำแย่มากแต่หากอดทนยังไม่เป็น ธรรมชาติจะจัดให้เราไปเรียนรู้ความอดทนจากเริ่มต้น และเมื่อนั้นเราจะพบกับความยากลำบากมากกว่า เพราะไม่รู้จักอดทน

๗ ร่ำรวยสัจจบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยสัจจบารมีจะส่งผลให้มีความน่าเชื่อถือมาก มีภาวะผู้นำสูง และมักได้อยู่ในฐานะผู้นำ ไม่ว่าโลกนี้หรือโลกหน้า หากเขาไม่ได้รับในโลกนี้ เขาจะได้รับในโลกหน้า ส่วนผู้ที่เสียสัจจะ จะสูญเสียภาวะผู้นำ ขาดแคลนภาวะผู้นำและหิวกระหายอยากเป็นผู้นำ บางคนกระเสือกกระสนไปเป็นผู้นำจอมปลอมก็ยังมี

๘ ร่ำรวยอธิษฐานบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยอธิษฐานบารมีจะส่งผลให้มีพลังจิตมาก มีกำลังจิต กำลังใจแข็งแกร่ง มีความมั่นคงแน่วแน่ในการทำกิจต่างๆ ส่วนคนที่มีอธิษฐานบารมีต่ำ มักเป็นคนที่มีจิตใจอ่อนแอ อ่อนไหวง่าย ถูกสิ่งเร้าทำให้โอนอ่อนไปได้ง่าย ไหลตามกระแสได้ง่าย แม้มีเงินมากมายก็อาจรั่วไหลหมดไปเพราะความอ่อนไหวนี้เอง

๙ ร่ำรวยเมตตาบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยเมตตาบารมีจะส่งผลให้มีเสน่ห์, มีคนรักมากมาย หากคนไม่รักก็จะเป็นที่รักของเทพเทวดา ก็ไม่ต้องเสียใจไปที่คนไม่รักหรือไม่มีคนรัก ทั้งๆ ที่เป็นคนมีเมตตามากครับ เพราะบางยุค คนเสื่อมจากความเป็นมนุษย์กลายเป็นร่างปีศาจ เขาย่อมไม่รักเรา เทพย่อมคุ้มครองปัดรังควานเอาคนไม่ดีจากเราไปครับ

๑๐ ร่ำรวยอุเบกขาบารมี
ผู้ที่ร่ำรวยด้วยอุเบกขาบารมีจะส่งผลให้มีความสมดุลมาก ไม่ขาดตกบกพร่อง ไม่เอนเอียงไปทางใดมากไป ทั้งนี้ อุเบกขาบารมีไม่ใช่การเมินเฉย ไร้ความรับผิดชอบ แต่จะต้องมีรากฐานมาจากความเมตตา, กรุณา, มุทิตาก่อน ต้องลงมือลงแรงช่วยเหลือเขาแล้วเต็มที่ก่อนถึงที่สุดแล้วก็วางเฉย จึจะมีอุเบกขาที่แท้จริงได้
                             
ความร่ำรวยในสิบมิตินี้ ครอบคลุมมากกว่าแค่การรวยเงินแบบเดิมครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด