กรอบความคิดที่ขวางการปฏิบัติธรรม
เคยสังเกตุไหมครับ
เวลาที่สนทนาธรรมกับใครหลายๆ คน ต่างคนต่างไม่ได้ฟังกัน
ต่างจะพยายามให้คนอื่นฟังตัวเอง สุดท้ายแล้วก็คุยกันไม่รู้เรื่อง บางคนแค่ถามง่ายๆ
ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะอะไร? เพราะเขาปิดใจอยู่ เขาไม่ได้ฟังเราอยู่ครับ ในบทความนี้จะอธิบายถึง
“กรอบความคิด” ต่างๆ ที่เป็นดั่งกำแพงในใจคน ดังต่อไปนี้
๑ กรอบความคิดจากครอบครัว
กรอบความคิดจากครอบครัวกักขังให้คนแต่ละคนมี
“ระบบความคิดความเชื่อ” ต่างกันไป แล้วยังทำหน้าที่ขวางกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
อีกด้วย เช่น บางครอบครัวสอนให้พูดเพราะ พอมาเจอพระอรหันต์ที่ท่านไม่ยึดคำเพราะหรือไม่เพราะเข้า
ก็ไม่เปิดใจเรียนรู้แล้ว นี่ละครับ
ปัญหาจากการติดอยู่ในกรอบความคิดที่มาจากครอบครัว คนในครอบครัวทั่วไปนั้น
ปกติไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสรู้จริง
เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่ครอบครัวสอนมากเกินไป
จะทำให้เราถูกบล็อกจากการเรียนรู้ใหม่ๆ
เราจะไม่เปิดใจรับฟังสัจธรรมจากพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แจ้งเห็นจริง แย่กว่านั้น
บางคนติดหัวโขนบทบาทในครอบครัว เช่น ความเป็นพ่อ, แม่ นี่ยิ่งขวางกั้นไปใหญ่
๒ กรอบความคิดจากสังคม
กรอบความคิดจากสังคมมีทั้งสังคมย่อยและสังคมใหญ่
สังคมย่อย เช่น หมู่เพื่อนฝูงรอบๆ ตัว, สังคมใหญ่ก็เช่น สังคมไทย หลายคนไปศึกษาวัดไหนจะติด
“กรอบความคิดจากวัดนั้น” บางคนเหมือนคนบ้า ออกจากวัดมาก็พล่ามเพ้อ อะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่มี
ไม่อะไรกะอะไรทั้งนั้น บลาๆ คือ บ้าเพ้ออยู่อย่างนี้ก็มี
ราวกับถูกสะกดจิตฝังโปรแกรมอะไรมาเลย แย่กว่านั้นคือ พอมาเจอกันในเน็ต, ในเฟส
ก็มาทะเลาะกันวุ่นวาย เพราะถูกกรอบความคิดจากวัดที่ต่างกัน สอนมาต่างกัน
อันนี้ไม่มีใครหลุดจากกรอบความคิดสักคน ไม่มีใครหลุดพ้นจากทางโลกเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงสักคน
การเข้าวัดคือการถูกกรอบความคิดเท่านั้นเอง
๓ กรอบความคิดจากโรงเรียน
หลายคนมักติดอยู่กับกรอบความคิดแบบ
“ตัดตัวเลือก” เพราะอะไร? เพราะติดชินในการเรียนในโรงเรียนที่มีตัวเลือกให้เลือก
ทำข้อสอบแบบปรนัยมาเยอะ คนพวกนี้จะใช้ชีวิตแบบ “เลือกข้อที่ถูก
แล้วตัดข้อที่ผิดไป” ทว่า โลกแห่งความจริง ชีวิตจริงเรานั้น
เราไม่อาจทำเช่นนั้นได้เสมอๆ หลายคนติดชินการคิดแบบนี้
และยังถูกสอนให้เลือกพลังบวก ปฏิเสธพลังลบ บางคนถึงขั้นเลิกคบเพื่อนที่ตนรู้สึกว่ามีพลังเชิงลบเลยก็มี
แล้วถ้าพ่อหรือแม่เรามีพลังเชิงลบละ? เราจะตะเพิด ไล่เขาออกจากบ้านด้วยไหม?
กรอบความคิดจากโรงเรียนนั้น ติดอยู่ในหัวของใครหลายๆ คน แกะออกยากเหลือเกินครับ
สิ่งนี้ขวางกั้นการปฏิบัติธรรมแบบพุทธเอาไว้
๔ กรอบความคิดจากจริยธรรม
คุณธรรม, จริยธรรมพื้นฐาน เป็นสิ่งที่มีมาก่อนศาสนา
และไม่มีความจำเป็นต้องให้ศาสดามาบอก การที่มีศาสดาเกิดในโลก แสดงว่าต้องมีอะไรที่
“อยู่เหนือคุณธรรมจริยธรรม” จึงทำให้ต้องมีศาสดามาบอกเรา
ถ้าเรายังยึดติดแต่สิ่งที่เรารู้เดิมๆ
เราจะไม่เข้าใจว่าศาสดาแต่ละท่านกำลังบอกอะไร เช่น
คุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานสอนให้เราเป็นคนกตัญญู ทว่า ในคำสอนของศาสนาพราหมณ์
พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นปรศุราม ได้ฆ่าแม่ตัวเองเพราะทำตามคำสั่งของพ่อ แบบนี้
ถ้าเราเอาแต่ยึดมั่นคุณธรรม เราจะไม่เข้าใจอะไรที่เหนือไปกว่านั้น
เพราะสิ่งที่ศาสดาแต่ละองค์ค้นพบนั้นอยู่เหนือความดีความชั่ว
คุณธรรมพื้นฐานมากครับ
๕ กรอบความคิดจากตัวเอง
คนเราทุกคนมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง
แต่หากเรายึดติดในความคิดเห็นของเรามากๆ มันก็จะกลายเป็น “กรอบทางความคิด”
กักขังตัวเราเองได้ ทำให้เราไม่อาจเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้หรือเข้าใจคนอื่นๆ
ได้เช่นกันฮะ บางคนแรกๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองคิด มันใช่จริงหรือไม่?
ก็เลยไปถามคนอื่นดูพอคนอื่นมีความคิดเห็นแตกต่างจากตนเอง เท่านั้นแหละ “อีโก้”
มันออกมาทำงานอย่างบ้าคลั่งทันที จากเดิมที่ไม่แน่ใจในความคิดของตน
กลายเป็นเชื่ออย่างฝังหัวว่าถูกต้องจริงๆ ทั้งๆ ที่จริง ไม่ถูกครับ
เหมือนตัวเราแท้จริงถูกปีศาจหลอก เราก็เลยถามเพื่อนดูว่าสิ่งที่เรารู้มันจริงไหม
พอเพื่อนบอกไม่ใช่ ปีศาจมันก็ขังเราให้เชื่อความคิดตัวเองทันที
กรอบความคิดทั้งห้าประการนี้
ขวางกั้นไม่ให้เราปฏิบัติธรรมได้ครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น