กรอบความคิดที่ขวางการปฏิบัติธรรม




เคยสังเกตุไหมครับ เวลาที่สนทนาธรรมกับใครหลายๆ คน ต่างคนต่างไม่ได้ฟังกัน ต่างจะพยายามให้คนอื่นฟังตัวเอง สุดท้ายแล้วก็คุยกันไม่รู้เรื่อง บางคนแค่ถามง่ายๆ ก็ไม่รู้เรื่อง เพราะอะไร? เพราะเขาปิดใจอยู่ เขาไม่ได้ฟังเราอยู่ครับ ในบทความนี้จะอธิบายถึง “กรอบความคิด” ต่างๆ ที่เป็นดั่งกำแพงในใจคน ดังต่อไปนี้

กรอบความคิดจากครอบครัว
กรอบความคิดจากครอบครัวกักขังให้คนแต่ละคนมี “ระบบความคิดความเชื่อ” ต่างกันไป แล้วยังทำหน้าที่ขวางกั้นการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อีกด้วย เช่น บางครอบครัวสอนให้พูดเพราะ พอมาเจอพระอรหันต์ที่ท่านไม่ยึดคำเพราะหรือไม่เพราะเข้า ก็ไม่เปิดใจเรียนรู้แล้ว นี่ละครับ ปัญหาจากการติดอยู่ในกรอบความคิดที่มาจากครอบครัว คนในครอบครัวทั่วไปนั้น ปกติไม่ใช่พระพุทธเจ้า ไม่ได้ตรัสรู้จริง เมื่อเราเชื่อในสิ่งที่ครอบครัวสอนมากเกินไป จะทำให้เราถูกบล็อกจากการเรียนรู้ใหม่ๆ เราจะไม่เปิดใจรับฟังสัจธรรมจากพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แจ้งเห็นจริง แย่กว่านั้น บางคนติดหัวโขนบทบาทในครอบครัว เช่น ความเป็นพ่อ, แม่ นี่ยิ่งขวางกั้นไปใหญ่

กรอบความคิดจากสังคม
กรอบความคิดจากสังคมมีทั้งสังคมย่อยและสังคมใหญ่ สังคมย่อย เช่น หมู่เพื่อนฝูงรอบๆ ตัว, สังคมใหญ่ก็เช่น สังคมไทย หลายคนไปศึกษาวัดไหนจะติด “กรอบความคิดจากวัดนั้น” บางคนเหมือนคนบ้า ออกจากวัดมาก็พล่ามเพ้อ อะไรก็ไม่ใช่ อะไรก็ไม่มี ไม่อะไรกะอะไรทั้งนั้น บลาๆ คือ บ้าเพ้ออยู่อย่างนี้ก็มี ราวกับถูกสะกดจิตฝังโปรแกรมอะไรมาเลย แย่กว่านั้นคือ พอมาเจอกันในเน็ต, ในเฟส ก็มาทะเลาะกันวุ่นวาย เพราะถูกกรอบความคิดจากวัดที่ต่างกัน สอนมาต่างกัน อันนี้ไม่มีใครหลุดจากกรอบความคิดสักคน ไม่มีใครหลุดพ้นจากทางโลกเข้ามาสู่การปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริงสักคน การเข้าวัดคือการถูกกรอบความคิดเท่านั้นเอง

๓ กรอบความคิดจากโรงเรียน
หลายคนมักติดอยู่กับกรอบความคิดแบบ “ตัดตัวเลือก” เพราะอะไร? เพราะติดชินในการเรียนในโรงเรียนที่มีตัวเลือกให้เลือก ทำข้อสอบแบบปรนัยมาเยอะ คนพวกนี้จะใช้ชีวิตแบบ “เลือกข้อที่ถูก แล้วตัดข้อที่ผิดไป” ทว่า โลกแห่งความจริง ชีวิตจริงเรานั้น เราไม่อาจทำเช่นนั้นได้เสมอๆ หลายคนติดชินการคิดแบบนี้ และยังถูกสอนให้เลือกพลังบวก ปฏิเสธพลังลบ บางคนถึงขั้นเลิกคบเพื่อนที่ตนรู้สึกว่ามีพลังเชิงลบเลยก็มี แล้วถ้าพ่อหรือแม่เรามีพลังเชิงลบละ? เราจะตะเพิด ไล่เขาออกจากบ้านด้วยไหม? กรอบความคิดจากโรงเรียนนั้น ติดอยู่ในหัวของใครหลายๆ คน แกะออกยากเหลือเกินครับ สิ่งนี้ขวางกั้นการปฏิบัติธรรมแบบพุทธเอาไว้

๔ กรอบความคิดจากจริยธรรม
คุณธรรม, จริยธรรมพื้นฐาน เป็นสิ่งที่มีมาก่อนศาสนา และไม่มีความจำเป็นต้องให้ศาสดามาบอก การที่มีศาสดาเกิดในโลก แสดงว่าต้องมีอะไรที่ “อยู่เหนือคุณธรรมจริยธรรม” จึทำให้ต้องมีศาสดามาบอกเรา ถ้าเรายังยึดติดแต่สิ่งที่เรารู้เดิมๆ เราจะไม่เข้าใจว่าศาสดาแต่ละท่านกำลังบอกอะไร เช่น คุณธรรมจริยธรรมพื้นฐานสอนให้เราเป็นคนกตัญญู ทว่า ในคำสอนของศาสนาพราหมณ์ พระนารายณ์อวตารลงมาเป็นปรศุราม ได้ฆ่าแม่ตัวเองเพราะทำตามคำสั่งของพ่อ แบบนี้ ถ้าเราเอาแต่ยึดมั่นคุณธรรม เราจะไม่เข้าใจอะไรที่เหนือไปกว่านั้น เพราะสิ่งที่ศาสดาแต่ละองค์ค้นพบนั้นอยู่เหนือความดีความชั่ว คุณธรรมพื้นฐานมากครับ

๕ กรอบความคิดจากตัวเอง
คนเราทุกคนมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง แต่หากเรายึดติดในความคิดเห็นของเรามากๆ มันก็จะกลายเป็น “กรอบทางความคิด” กักขังตัวเราเองได้ ทำให้เราไม่อาจเปิดโลกทัศน์ เรียนรู้หรือเข้าใจคนอื่นๆ ได้เช่นกันฮะ บางคนแรกๆ ก็ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองคิด มันใช่จริงหรือไม่? ก็เลยไปถามคนอื่นดูพอคนอื่นมีความคิดเห็นแตกต่างจากตนเอง เท่านั้นแหละ “อีโก้” มันออกมาทำงานอย่างบ้าคลั่งทันที จากเดิมที่ไม่แน่ใจในความคิดของตน กลายเป็นเชื่ออย่างฝังหัวว่าถูกต้องจริงๆ ทั้งๆ ที่จริง ไม่ถูกครับ เหมือนตัวเราแท้จริงถูกปีศาจหลอก เราก็เลยถามเพื่อนดูว่าสิ่งที่เรารู้มันจริงไหม พอเพื่อนบอกไม่ใช่ ปีศาจมันก็ขังเราให้เชื่อความคิดตัวเองทันที  

กรอบความคิดทั้งห้าประการนี้ ขวางกั้นไม่ให้เราปฏิบัติธรรมได้ครับ

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด