อาการของการวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณ
หลายท่านอาจสงสัยว่าจะทราบได้อย่างไรว่าเราได้ผ่านการวิวัฒนาการแล้ว
ไม่ยากครับ มันจะมีอาการที่เราสามารถสังเกตุเห็นได้แต่ปกติครูบาอาจารย์จะไม่บอก
เพราะอะไรครับ? เพราะจะทำให้เราเกิดอุปทานได้นั่นเอง ในกระทู้นี้จะขออธิบายไว้เพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาสูญหายแต่ท่านต้องระวังอุปทานด้วย
ดังต่อไปนี้
๑ อาการเหมือนจะตายทั้งเป็น
ในกระบวนการวิวัฒนาการนั้น
จะต้องผ่านการกำเนิดใหม่ ซึ่งในการกำเนิดใหม่นั้นต้องผ่านการตายจากจิตวิญญาณเก่าก่อน
ในขั้นตอนนี้เองท่านจะรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น ทรมานมากๆ
เหมือนจะตายจริงๆ คนที่ไม่ผ่านและตายจริงๆ ก็มีครับ มันคือ “ด่านที่ต้องผ่าน”
ด่านเป็นตายนั่นเอง หากคุณผ่านการตายไปได้ คุณจะกำเนิดใหม่ได้
แต่ถ้าคุณไม่ผ่านการตาย จ่ออยู่หน้าประตูแห่งความตาย เหมือนจะตายไม่ตายแหล่
แล้วคุณก็ถอยออกมาก่อน หรือมีคนช่วยคนได้ก่อน คุณก็จะไม่ผ่านขั้นนี้ครับ
หากคุณผ่านได้คุณจะรู้ว่าการตายนั้นเป็นอย่างไร? เจ็บปวดอย่างไร? และมีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวคุณเองบ้าง?
เพราะคุณมีประสบการณ์ตรง
๒ อาการเหมือนคนมีความรัก
การวิวัฒนาการจะเริ่มต้นจาก
“ความรัก” แล้วความรักนี่แหละที่พาไปสู่ความตาย
ความรักทำให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับความตายครับ หากเราไม่มีพลังแห่งรัก
หรือไม่มีความรักที่มากพอ เราจะไม่กล้าเผชิญหน้ากับความตาย เราจะถอยหนี ถอยหลัง
แล้วก็ไม่ผ่านการกำเนิดใหม่ในที่สุด คนที่มีความรักแท้เท่านั้นที่จะบ้าพอยอมตายเพื่อความรักนั้น
มันเจ็บปวดทรมานมากเหมือนดั่งวิญญาณดับสลายแต่เขาก็ไม่ถอยหนี
เพราะเขารักและยอมที่จะเจ็บปวดทรมานทุกอย่าง เขารู้ดีว่าถ้าเดินหน้าต่อเขาอาจจะตายก็ได้
แต่เขายังเดินหน้าต่อไปอย่างกล้าหาญ นี่เพราะเขามีความรัก ดังนั้น
ไม่มีใครที่ผ่านการกำเนิดใหม่ได้โดยไม่มีความรักแท้ครับ
๓ อาการเหมือนถูกสลายพลัง
ขั้นตอนนี้เรียกว่าการ
“ชำระล้าง” หรือการสำรอกอวิชชา ในคนที่มีอิทธิฤทธิ์ พลังของเขาจะถูกทำลายหมดสิ้น
เขาจะสูญเสียพลัง รู้สึกเหมือนไม่เหลือพลังอะไรเลย
ราวกับถูกดูดพลังหรือถูกสลายพลัง ทุกคนที่ผ่านด่านความตายเพื่อกำเนิดใหม่นั้น
จะต้องถูกทำลายอิทธิฤทธิ์เก่าจนหมดก่อน
สำหรับทางพุทธนั้นจะเรียกอิทธิฤทธิ์เหล่านี้ว่า “อวิชชา”
อวิชชาที่ถูกทำลายนั้นมิใช่แค่สมองคิดไปเอง แต่เป็นสิ่งที่เกิดจริง
พระพุทธเจ้าไม่ได้พูดเรื่องเพ้อฝันหรืออุดมคติ แต่ท่านกล่าวความจริง ทว่า
เราทั้งหลายไม่เข้าใจ ประมาทในธรรมคิดว่าธรรมที่ท่านตรัสรู้เป็นเรื่องอุดมคติที่ใครๆ
จะคิดเอาเองก็ได้ ไม่จริงนะครับ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงแน่นอน
๔ ธาตุสี่ในร่างอาจถูกขับออกมา
ธาตุทั้งสี่ในร่างสังขารของคุณจะแปรปรวนและถูกขับถ่ายของเสียหรือพิษออกมาดั่งธาตุทั้งสี่จะแยกตัวออกจากกัน
ธาตุน้ำในร่างเริ่มเพิ่มขึ้น, ธาตุลมในร่างเริ่มแปรปรวน,
ธาตุดินในร่างเริ่มแข็งผิดปกติ, ธาตุไฟในร่างจะร้อนมากกว่าปกติ ในทางเต๋า
สภาวะแบบนี้ไม่ดีแน่นอน เหมือนธาตุไฟกำลังแตกซ่าน และจะทำให้ตายไม่ก็สูญสิ้นพลังได้ครับ
อันนี้เรื่องจริง แต่ในทางพุทธนับว่าถูกทางแล้ว เพราะเราจะต้องทำลายล้างอวิชชาไง
เราไม่สนใจอิทธิฤทธิ์เราจะต้องผ่านความตายเพื่อกำเนิดใหม่จริงไหม? ดังนั้น
คุณจะต้องแน่วแน่และบ้าพอ ที่จะเดินหน้าต่อ จุดนี้ยากผ่านมากๆ ครับ บอกได้เลย
เพราะร่างกายเราเหมือนจะแตกออกเป็นธาตุต่างๆ
๕ อาการเอ๋อแดก
งงๆ เบลอโง่ๆ
อาการนี้เกิดจาก “การกำเนิดใหม่”
ส่งผลให้สัญญาขันธ์บางอย่าง ความจำได้หมายรู้ดับไปชั่วคราว
(แต่มันจะฟื้นคืนกลับมาใหม่ได้อีกครับ) เหมือนเวลาเราตายแล้วจะต้องดื่มน้ำชาลืมชาติ
ทำให้เราหลงลืมบางสิ่งก็เลยมีอาการเอ๋อๆ เบลอๆ งงๆ โง่ๆ
ที่เซนเขาเรียกว่าศิษย์โง่มาเรียนเซนนั่นละ ตรงนี้แปลกและตรงข้ามกับที่หลายคนคิดมาก
หลายคนคิดว่าเมื่อบรรลุธรรมแล้วจะมีความรู้ มีความฉลาดมากมาย รู้นั่นนี่ไปหมด
จริงๆ แล้วตรงข้าม คือ ไม่รู้ห่าอะไรเลย เบลอๆ เอ๋อๆ งงๆ ไปหมด
แต่รู้นะว่าเราพ้นจากความหลงโง่ หลงยึดอะไร และไม่กลับไปหามันอีกแล้ว แค่นั้น
จากนั้น จิตจะเริ่มทำงานแทนสมอง และรู้อะไรได้เหนือกว่าสมองครับ
เมื่อคุณได้อ่านแล้วก็จะเกิดอุปทานคิดว่าตัวเองก็เป็นแบบนี้ครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น