พระพุทธเจ้าทั้งหลายที่หลายท่านเข้าใจผิด




หลายท่านยังเข้าใจเรื่องของพระพุทธเจ้าผิดๆ อยู่ ในบทความนี้จะขออธิบายใหม่ และอาจดูแตกต่างไปจากความเชื่อเดิมของท่านอย่างมาก ทว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เขียนต้องเขียนเอาไว้ เพราะผู้เขียนเองหากตายจากชาตินี้แล้ว ก็ไม่อาจสื่อสารบอกท่านได้อีกโดยง่าย และไม่แน่ว่าเกิดใหม่จะเขียนได้ ดังต่อไปนี้ครับ

๑ พระพุทธเจ้าในโลกนี้และโลกอื่น
โลกนี้มีชื่อว่า “ตรีสหัสสโลกธาตุ” อันประกอบด้วยสามภพเป็นสำคัญคือ ภพนรก, ภพสวรรค์ และภพมนุษย์ จึได้ชื่อว่า “ตรี” แลทั้งสามภพนี้ล้วนไม่มีที่อยู่ของพระพุทธเจ้าเลยเพราะอะไร? เพราะที่อยู่ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นเรียกว่า “พุทธเกษตรโลกธาตุ” โลกนี้มิใช่พุทธเกษตรโลกธาตุ จึมิใช่ที่อยู่ของพระพุทธเจ้าด้วยประการฉะนี้ เมื่อใดที่มนุษย์พัฒนาจิตของตนจนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเมื่อนั้นเขาจะไม่อาจทำกิจใดได้ เพราะโลกนี้มิใช่โลกของท่านๆ จะต้องรอละสังขารแล้วไปจุติยังพุทธเกษตร เพื่อ “รอคิว” ในการโปรดสัตว์ซึ่งมีลำดับเรียงกันไป หลายคนคิดว่าเมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็จะได้โปรดสัตว์ทันที อันนี้ ไม่ถูกต้องครับ

๒ พระพุทธเจ้าปกครองธรรมกาลอย่างไร?
ดังที่กล่าวแล้วว่าเมื่อผู้ใดตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เขาจะโปรดสัตว์ทันทีเลยมิได้แต่จะต้องไปจุติยังพุทธเกษตรก่อนเพื่อรอคิวในการโปรดสัตว์เมื่อพระพุทธเจ้าองค์ใดถึงคิวในการโปรดสัตว์ในโลกธาตุใดโลกธาตุหนึ่งแล้ว พระองค์จะมิได้ลงมาเกิดทั้งองค์ แต่จะอวตารแบ่งภาคส่วนลงมาในรูปของพระโพธิสัตว์ เพราะหากลงมาทั้งองค์ เต็มส่วนบารมี จะหาพ่อแม่เกิดที่มีบุญบารมีรองรับมิได้เลย ด้วยพระพุทธเจ้าจะต้องเกิดเองเท่านั้น ไม่อาจเกิดจากครรภ์มารดาได้ แต่พระโพธิสัตว์นั้นเกิดจากครรภ์มารดาได้ ดังนั้น จึต้องอวตารลงมาในรูปของพระโพธิสัตว์ก่อน พร้อมด้วยหมู่คณะของพระโพธิสัตว์ผู้ช่วยอีกมาก โดยมีพระพุทธเจ้าคอยดูแลอยู่ข้างบน

๓ พระพุทธเจ้าในอดีต, ปัจจุบันและอนาคต
พระพุทธเจ้าทั้งหลายล้วนตรัสรู้เองโดยชอบหมดแล้ว หากยังมิได้ตรัสรู้จะเรียกว่าพระพุทธเจ้าได้อย่างไร? ทว่า เมื่อตรัสรู้แล้วจะโปรดสัตว์ทันทีมิได้ จะต้องรอลำดับในการโปรดสัตว์ก่อน พระพุทธเจ้าองค์ใดโปรดสัตว์สำเร็จแล้วจะเรียกว่า “องค์อดีต” พระพุทธเจ้าองค์ใดยังมิได้โปรดสัตว์จะเรียกว่า “องค์อนาคต” ทว่า ทั้งหมดนี้ล้วนมีอยู่แล้วในพุทธเกษตรนั้น หาใช่ว่าพระพุทธเจ้าในอนาคตยังไม่มี ยังมิได้ตรัสรู้ ต้องบำเพ็ญบารมีก่อน “ก็หามิได้” ทว่า เมื่อพระองค์แบ่งภาคอวตารลงมาเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว พระโพธิสัตว์นั้นย่อมต้องเข้าสู่วิถีแห่งการบำเพ็ญ เมื่อหลงลืมรากเหง้าแห่งจิตพุทธะจึหลงลืมว่าพระพุทธเจ้ามีแล้วทั้งสามกาล

เราทั้งหลายล้วนมาจากพุทธะทั้งสิ้น
แลด้วยเหตุว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้แบ่งภาคอวตารลงมาสู่รูปลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ๆ แบ่งภาคอวตารลงไปในรูปลักษณ์อื่นๆ อีก เช่นนี้ ย่อมก่อเกิดสรรพสัตว์หลายระดับชั้นมากมาย ทว่า ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนมีรากเหง้าแห่งจิตมาจากหนึ่งเดียวกันทั้งสิ้นคือ “พุทธะ” นั่นเอง จิตนั้นมาจากพุทธะ แต่จิตมิใช่พุทธะ เป็นแค่เมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ ที่ต้องผ่านการเติบโตก่อน หากยังมิได้เติบโตเต็มที่ย่อมอยู่ในวัฏสงสารในรูปนามอื่น มีมนุษย์, สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายเป็นอาทิ เราทั้งหลายมาจากพุทธะแลจะกลับคืนสู่พุทธะในท้ายที่สุด แต่ก็มีบางดวงจิตที่ตั้งปณิธานว่าจะไม่ขอสำเร็จพุทธะเพื่อที่จะคงอยู่ในรูปของพระโพธิสัตว์เพื่อช่วยกิจพุทธะก็มี

๕ เราไม่ได้มาเป็นพุทธะแต่เรามาเป็นมนุษย์
หลายท่านเข้าใจผิดว่าในเมื่อเรามาจากพุทธะ ดังนั้น เราก็คือพุทธะ จากนั้นก็บ้าทำตัวเป็นพุทธะจนต้องเข้าคุกไปก็มี เมื่อนั้นแทนที่พุทธะจะอิสระ ก็มิใช่พุทธอิสระแล้ว นี่เพราะความเข้าใจผิดในพุทธะ เพราะแม้ว่าเราจะมาจากพุทธะ แต่เรามาเพื่ออะไร เราอวตารลงมาอยู่ในรูปของมนุษย์เพื่ออะไร? หากเรามาเพื่อเป็นพุทธะ เราก็ไม่ต้องมาแล้ว เพราะเราเคยเป็นอยู่แล้ว จะแบ่งภาคมาอีกทำไมจริงไหม? จงมีสติตื่นขึ้นว่าเรามาอยู่ในรูปนามของมนุษย์เพื่อทำหน้าที่ในรูปแบบมนุษย์ อย่างมนุษย์พึกระทำ อย่าได้หลงตัวเอง บ้าคลั่งจนคิดว่า “กูคือพุทธะ ใครๆ ก็ต้องมากราบไหว้กู” ไม่ใช่แบบนั้น เราคือมนุษย์ เรามาทำกิจในรูปนามแห่งมนุษย์ครับ

เรามาจากพุทธะแต่ไม่ได้มาเป็นพุทธะ เรามาเพื่อเป็นมนุษย์!

ความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม

ไม่ปฏิบัติดีกว่าปฏิบัติธรรมพลาด?

ผู้มีปัญญาแท้ไม่อ้างหลักธรรม

อาการของการปฏิบัติธรรมพลาด