การฝึกจิตไม่ใช่การทะเลาะกับกิเลสอย่างไร?
ในบทความก่อนๆ
ได้อธิบายแล้วว่ากิเลสไม่จำเป็นต้องไปดับหรือทำอะไรกับมัน
เพราะมันไม่เที่ยงอยู่แล้ว จิตประภัสสรบริสุทธิ์อยู่แล้ว
เพียงแต่จิตมีกำลังในการหยั่งรู้ไม่เท่ากันทำให้มีบางคนไม่สำเร็จธรรมแต่บางคนก็สำเร็จ
ในบทความนี้จะขออธิบายขยายความเรื่องการฝึกจิตโดยไม่ต้องดับกิเลส ดังต่อไปนี้ครับ
๑ ไม่ต้องดับกิเลสจะสำเร็จได้อย่างไร?
การฝึกจิต ไม่ใช่การดับกิเลสหรือการทำจิตใจให้บริสุทธิ์แต่อย่างใด
เพราะจิตนั้นบริสุทธิ์อยู่แล้วเรียกว่าจิตประภัสสร แต่มีกิเลสมาจรเป็นครั้งคราว
ทำให้บดบังและเศร้าหมองในบางขณะ สิ่งนี้ไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตนของตน ดังนั้น
ไม่ต้องไปยึดติดเป็นสาระอะไร
นักปฏิบัติวิปัสสนานั้นอาศัยช่วงจังหวะที่กิเลสดับเองชั่วคราว เพื่อพิจารณาธรรมได้
เหมือนอาศัยจังหวะที่เมฆเคลื่อนจากดวงจันทร์
ทำให้แสงจันทร์ส่องสว่างได้ชั่วคราวนี้ ในการทำ “นิพพานให้แจ้ง” ได้ ชั่วระยะสั้นๆ
นี้ อุปมาไว้เหมือน “งูแลบลิ้น” หรือชั่วฟ้าแลบแปล๊บเดียวเท่านั้น “อาสวักขยญาณ”
ก็คือ ญาณหยั่งรู้เท่าทันว่ากิเลสดับแล้วทำนิพพานให้แจ้งได้ โดยไม่ต้องตัดกิเลส
๒ การฝึกจิตคือการฝึกอะไร
การฝึกจิต คือ การฝึกพละห้า อันได้แก่ ศรัทธา, วิริยะ, สติ, สมาธิ, ปัญญา ทั้งห้าประการนี้หากไม่เข้มแข็งพอ
เมื่อเราต้องพบกับสัจธรรมความจริงแล้ว เราก็จะไม่อาจสำเร็จธรรมได้ครับ เพราะอะไร? เพราะนิพพานนั้น เหมือนไม่ใช่ ไม่มีอะไรเลย นิพพานไม่ใช่รูป
เราจึงไม่อาจรับรู้ด้วยอายตนะใดได้ เมื่อเราหยั่งนิพพานได้
แต่หากพละห้ามีกำลังอ่อน เราก็จะไม่สำเร็จธรรม แถมจะยิ่งเกิดปัญหาตามมาด้วย
เหมือนคนที่โดนหลอกให้เพียรหาสิ่งที่รับรู้ไม่ได้ มองไม่เห็น เขาก็จะรับไม่ได้
ใช่ไหม? นี่ละ เราจึงจะต้องพัฒนาพละห้าของเราให้ดี
แต่ไม่ใช่ให้เราไปฝึกจิตให้เป็นอะไรอย่างอื่น จิตบริสุทธิ์อยู่แล้ว
ประภัสสรอยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำให้บริสุทธิ์อีก
๓ จิตหยั่งถึงนิพพานได้ยังไง
ญาณหยั่งรู้นั้นคล้ายกับความคิดและการอุปทานมาก เมื่อใดที่เรารู้
สมองเราจะคิด และจิตเราจะสร้างมันได้ทันที เช่น เมื่อเราคิดถึงกล้วย
ภาพกล้วยในความคิดของเราก็ปรากฎได้ แต่มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นแค่ “มโนภาพ” ผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องระวัง
“อุปทาน” ให้มากในขณะปฏิบัติทางจิตครับ เมื่อเราอยากได้นิพพาน จิตมันก็จะสร้าง
“มโนภาพ” เกี่ยวกับนิพพานขึ้นมา เมื่อนั้นเราก็จะหลงคิดว่าเราได้นิพพานแล้ว
พระสมณโคดมจึงได้จำแนกแยกแยะธรรมไว้ให้เราในหมวด “ปรมัตถธรรมสี่” ได้แก่ จิต, เจตสิก, รูป และนิพพาน
เพื่อ ให้เราแยกแยะได้ว่าสี่อย่างนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน
นิพพานไม่ใช่รูปที่เราจะรับรู้ได้ สิ่งที่เราเห็นจึงไม่ใช่นิพพาน
๔ การทำนิพพานให้แจ้งต้องมีอุบาย
ดังที่กล่าวแล้วว่า “ยิ่งรู้ จิตยิ่งสร้างอุปทาน”
ยิ่งเรารู้ว่านิพพานเป็นอย่างไร จิตก็ยิ่งสร้างอุปทานว่ามันรู้แล้ว นี่คือนิพพาน
แบบนี้ๆ นี่ละ จิตมันเป็นผู้สร้างเรือน สร้างนั่นนี่ อุปทานเก่ง
การจะทำนิพพานให้แจ้งได้จึงต้องมี “อุบาย” หลอกล่อจิตก่อน เช่น
หลอกให้เดินไปข้างหน้าแล้วเจอสิ่งนั้นๆ เอง โดยที่ไม่บอกก่อนว่าจะให้เจอสิ่งนั้น
การอธิบายนั้นยิ่งอธิบายมากเท่าไร ยิ่งทำให้เกิดอุปทานมากขึ้นเท่านั้น
ผู้ชี้ทางจะต้องใช้อุบายหลอกล่อให้เขาเข้าถึงด้วยตัวเอง เช่น
ศิษย์โง่คนหนึ่งไปหาอาจารย์เซน แล้วท่านบอกว่าให้เอาน้ำรดก้อนหิน
หินงอกเมื่อไรเจ้าจะบรรลุธรรม วันหนึ่งเขาก็คิดได้ว่าถูกหลอก เมื่อไปพบอาจารย์ๆ
เฉลยแล้วเขาก็บรรลุธรรม
๕ การแสดงธรรมนั้นเพื่ออะไร?
ในเมื่อยิ่งบอก ยิ่งรู้ จิตยิ่งสร้างอุปทานขึ้นมาหลอกตัวเอง? คำตอบก็คือ เพื่อปรับความคิดของคนให้ตรงเป็น “สัมมาทิฐิ” ครับ นี่คือ
หน้าที่ของ “ปริยัติ” เพียงแค่ได้มรรคแปดตัวแรกคือ สัมมาทิฐิ ก็เพียงพอแล้ว
แต่ไม่ใช่ของง่ายๆ เพราะคนเรานั้นไม่ยอมคิดตรงตามทางง่ายๆ หลายคนหลง
“ความคิดตัวเอง” เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ คือ ไม่สนใจธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
บ้างอ้างว่าไม่ต้องยึดตำรา คือ ฟังเผินๆ เหมือนจะถูกที่ไม่ยึดตำรา แต่ถ้า “ทิฐิ”
ยังผิดเพี้ยน ยังไม่ตรง ยังไม่มีสัมมาทิฐิ ก็ต้องดูตำราประกอบไปก่อนเช่นกันครับ
ดังนี้ การอ้างตำราก็เพื่อปรับทิฐิให้คนที่ยังไม่มีสัมมาทิฐิให้ตรงทางเท่านั้นเอง
ดังนั้น จึงจะต้องมีการแสดงธรรม
การเขียนบทความธรรมะทั้งหมดนี้ ก็เพื่อปรับทิฐิให้ตรงเช่นกันครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น