ไม่เจียมตัวเพราะขาดสัปปุริสธรรม ๗
“สัปปุริสธรรม ๗” คือ ธรรมที่ทำให้เป็นสัตบุรุษหรือผู้ดี ซึ่งคนไทยพุทธหลายคนขาดอยู่ ดังจะอธิบายต่อไปนี้
๑ รู้จักเหตุ
คือ รู้ว่าสรรพสิ่งอนัตตา ไม่เที่ยง
เกิดมาได้ด้วยการปรุงประกอบของ
“เหตุปัจจัย” ต่างๆ เมื่อมีเหตุใดเกิดก็มีสติเท่าทัน
เมื่อเหตุดับลงสติก็เท่าทันนี่เรียกว่า “รู้จักเหตุ” หลายคนไม่รู้จักเหตุ มัวแต่ยึดหลักปรัชญาตายตัว
ท่าไม้ตาย เช่น อะไรก็ไม่ใช่, ไม่มีตัวตนแล้ว, ว่างเปล่าทั้งนั้น ฯลฯ
แบบนี้เรียกว่าไม่รู้จักเหตุเพราะยึดติดในหลักปรัชญาใดปรัชญาหนึ่งมากเกิน จึงไม่มีสติเท่าทัน “เหตุปัจจัย” ที่เกิดดับ ณ ปัจจุบันว่าไม่เที่ยงอย่างไร
๒ รู้จักผล
คือ รู้ว่ามีเหตุก็ต้องมีผล
เมื่อเหตุดับผลก็ดับด้วยไม่เที่ยงอนิจจังอนัตตา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นเหตุเกิดแล้วไม่ให้ผล
ทำกรรมแล้วไม่มีผลนั้นไม่มี ปฏิบัติธรรมตามมรรคแล้วไม่ได้ผลนั้นไม่มี บางคนไปปฏิเสธผล
สอนคนว่าไม่มีการบรรลุอะไรทั้งนั้นก็มี แบบนั้นเท่ากับปฏิเสธว่ามรรคผลมีจริง
พระอรหันต์มีอยู่จริง อันนี้เป็นกรรมหนักนะ แม้แนบเนียน
ไม่ได้ต่อว่าพระอรหันต์ตรงๆ แต่ผลกระทบเทียบเท่าหรือมากกว่าปรามาสพระอรหันต์เสียอีก
๓ รู้จักตน
คือ
มีสติรู้เท่าทันตัวเองว่าตนเองเป็นใคร? ทำอะไรได้บ้าง? ไม่ได้บ้าง?
ขอบเขตของเราอยู่ไหน? ความเป็นปกติหรือศีลที่เราไม่กระทำกรรมอันใดเป็นปกติอยู่แล้วคืออะไรบ้าง?
หลายคนไม่มีสติตัวนี้นะ เลยไม่มีสติรู้ตัวว่าตนเองเป็นใคร ทำอะไรได้บ้าง? กลายเป็นคนไม่เจียมตัว
แต่ชอบแสดงละครว่าเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน คือ แสดงละครใครก็ทำได้
แต่มันไม่ใช่สภาวธรรมแท้ที่เรามี เราเป็นจริงๆ ไม่ใช่ความอ่อนน้อมที่แท้จริง
๔ รู้จักประมาณ
คือ มีสติรู้ว่าขอบเขตเท่าไรจะพอดี? รู้จักประมาณในการกระทำให้พอดีและการไม่กระทำให้พอดี
ไม่เกินแก่กำลังตัวเอง หลายคนไม่รู้จักประมาณกำลังตัวเอง เช่น หลงตัวเองว่าจะแบกประชาชนทั้งประเทศได้หมด
ก็เพราะได้ตำแหน่งสูง เป็นนายก เป็นอะไรกัน พอทำอะไรเกินตัว หมดบุญแล้วก็ไปเกิดเป็นซอมบี้ก็มีนะ
อันนี้ เคยเจอมาแล้ว คนเราต้องรู้จักประมาณ แล้วจะไม่ทำอะไรเกินขอบเขต
เกินความพอดี เกินกำลังของตัวเอง
๕ รู้จักกาล
คือ มีสติเท่าทันความไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวตน อนิจจัง
อนัตตาของกาลทั้งสาม คือ เป็นอดีตก็มีสติรู้เท่าทันอดีต, เป็นปัจจุบันก็มีสติรู้เท่าทันปัจจุบัน,
เป็นอนาคตก็มีสติรู้เท่าทันอนาคต ไม่ใช่ยึดติดอยู่กับปัจจุบันอย่างเดียว
แต่ไม่มีสติเท่าทันกาลอื่นๆ ให้ครบสามกาลด้วย แล้วมาเหมารวมว่ามีแต่ปัจจุบันอย่างเดียว
อันนี้ไม่ใช่แล้ว กาลทั้งสามก็เป็นแค่สมมุติทั้งหมด ไม่เที่ยง อนิจจัง อนัตตา
แต่เรามีสติเท่าทันสมมุติทั้งสามกาลหรือเปล่า?
๖ รู้จักบริษัท
คือ มีสติเท่าทันความไม่เที่ยง อนิจจัง อนัตตาของ “บริษัท”
หรือกลุ่มคน, สังคม, องค์กร ฯลฯ เช่น เมื่อเข้าเมืองจีนต้องทำตัวอย่างไร?
เมื่อเข้าเมืองไทยต้องทำตัวอย่างไร? หากมีสติเท่าทันก็จะปรับตัวเข้าสู่สังคมนี้ได้ดี
เหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว โดยไม่ได้ยึดถืออะไร แต่ไม่ใช่อ้างว่าไม่ยึดถืออะไร
แต่กลับขาดสติ ไม่รู้ว่าควรไม่ควรอะไรใน สังคมนั้นๆ
พระทั้งหลายเมื่อมาอยู่ในพุทธบริษัท ในธรรมวินัยก็ต้องรู้ว่าควรทำตัวอย่างไร?
๗ รู้จักคน
คือ มีสติเท่าทันความไม่เที่ยง อนิจจัง อนัตตาของ “คน” ที่ไม่แน่นอน
เอาแน่นอนอะไรกับคนไม่ได้ บางคนก็อ่อนเกิน บางคนก็แข็งเกิน ฯลฯ
อันนี้ถ้าเรามีสติเท่าทัน เรารู้จักคน เราก็จะปรับตัวได้ไวเช่น บางคนอ่อนไหวมาก
แตะอะไรหน่อยไม่ได้ เรามีสติไวเราก็หยุดได้ทัน บางคนแรงๆ ใส่ได้เพราะรับได้แต่หลับลึก
ต้องปลุกให้แรงๆ คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีความหลากหลายมาก หากเรารู้จักคน
เราก็จะมีสติปรับตัวเองได้ทันครับ
ชาวไทยพุทธปัจจุบันกำลังเสื่อมและขาดสัปปุริสธรรม
๗ ข้อนี้ครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น