การปฏิบัติธรรมมิใช่การค้นหาปรัชญาใดๆ
การบรรลุธรรมในพุทธศาสนาต่างจากการค้นหาทฤษฎีใหม่ๆ หรือปรัชญาใหม่ๆ แบบนักปรัชญานะครับ แต่มีหลายท่านไม่เข้าใจตรงนี้ หลายท่านไม่ได้ปฏิบัติธรรมตามแนวทางของพุทธศาสนาจริงๆ แต่กำลังทำตัวเป็นนักปรัชญาที่คิดค้นหาปรัชญาใหม่ๆ ในแบบของตัวเองอยู่ ถามว่ามันต่างกันอย่างไร? ก็มีข้อแตกต่างมากครับ บทความนี้จะอธิบายถึงความแตกต่างของทั้งสองสิ่งนี้ให้ดูเป็นข้อๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังต่อไปนี้
๑ การคิดกับการพัฒนาจิต ไม่เหมือนกัน
นักปรัชญาก็คือปุถุชนคนธรรมดาที่ต้องการมีปรัชญาในแบบของตัวเองแค่นั้นครับ
พวกเขาไม่ใช่ชาวพุทธจริงๆ และไม่ใช่นักปฏิบัติธรรมอะไรเลย
เหมือนพราหมณ์ที่อยู่นอกพุทธศาสนาที่มีธรรมะของตนเอง ทว่า
พราหมณ์นั้นไม่ได้คิดธรรมะเอง แต่ได้รับการถ่ายทอดภูมิปัญญาต่อๆ กันมารุ่นต่อรุ่น
ส่วนนักปรัชญานั้นจะคิดค้นปรัชญาในแบบของตัวเองครับ ทว่า มันคือการใช้สมองคิด
มันไม่ใช่การพัฒนาจิตวิญญาณอะไรเลย ดังนั้น นักปรัชญาก็อาจมีกิเลส
และทำสิ่งที่ผิดพลาดได้มากมาย ด้วยจิตใจของเขายังเหมือนเดิมนั่นเองครับ
๒ การบรรลุธรรมไม่ใช่การคิดสิ่งใหม่ได้
แต่นักปรัชญาจะชอบคิดค้นปรัชญาใหม่ๆ เสมอ มีแนวทาง
แนวธรรมใหม่ๆ ที่คิดค้นมาเองเสมอๆ ในขณะที่การบรรลุธรรมนั้น ไม่มีอะไรใหม่เลย
ทุกอย่างล้วนเป็นเช่นนี้เองอยู่แล้ว เราแค่หลงออกไปจากจุดนั้น
แล้วได้สติเลยกลับมาที่เดิมได้เท่านั้นเอง อีกทั้งการบรรลุธรรมก็ไม่ใช่สิ่งเก่า
ไม่ใช่ความเก่า เพราะความเก่าคือการไม่มีสติอยู่กับปัจจุบันธรรม
อันจะส่งผลให้คุณล้าหลังและกลายเป็น “ความเก่า” ไปนั่นเอง ดังนั้น การบรรลุธรรมจึงไม่มีอะไรใหม่
อะไรเก่า ธรรมะ ธรรมชาติก็เป็นเช่นนั้นเองมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว และยังคงจริงเช่นนั้น
๓ ปรัชญาเป็นสิ่งที่ไม่ได้ผ่านการประยุกต์
แต่การบรรลุธรรมนั้นจะต้องประยุกต์ใช้จริงในชีวิตประจำวัน ณ ปัจจุบันธรรม
ได้ ส่วนปรัชญานั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยคนนำไปประยุกต์ใช้อีกที ปรัชญาเหมือนหลักการ,
แนวคิด, ทฤษฎี มันไม่ใช่ภาคปฏิบัติ หลายคนที่ไม่ได้ผ่านการปฏิบัติธรรมจริง
แต่ใช้สมองเอา ก็จะได้แค่ปรัชญาเท่านั้น และมักฟุ้งเฟ้อมีธรรมะมากมาย จนต้อง
“ถูกล้าง” ให้กลายเป็นศูนย์เสียก่อน ตามธรรมในปรัชญาปารามิตสูตร
หลายคนมัวแต่ถกเถียงกัน เอาชนะคะคานกันด้วยวาทกรรมบ้าง, ตรรกศาสตร์บ้าง
แต่พวกเขาไม่ได้เข้าถึง, บรรลุธรรมอะไรจริงเลย
๔ ปรัชญาพุทธมิใช่การบรรลุธรรมแบบพุทธ
นอกจากนี้
ยังมีสิ่งที่เหมือนกับการบรรลุธรรมในพุทธศาสนาอยู่อีก นั่นคือ ปรัชญาพุทธ ซึ่งไม่ใช่การบรรลุธรรมในพุทธศาสนานะครับ
ทว่า แนวคิด, คำสอน แทบจะถอดแบบออกมาเหมือนกันมากเลย
เหมือนของเลียนแบบที่ทำได้เหมือนของจริงมากน่ะละครับ ทว่า การปฏิบัติธรรมในทางพุทธจริงๆ
นั้น “ว่างเปล่าจากธรรมะที่อธิบายได้” ครับ ในขณะที่พวกนักปรัชญาพุทธจะอธิบายเก่ง
คล้ายๆ งานเขียนที่ผู้เขียนทำอยู่นั่นละ แต่ที่ผู้เขียนทำได้มิใช่เพราะเป็นนักปรัชญานะ
ผู้เขียนมาจากสายการปฏิบัติแบบพุทธศาสนาโดยตรง
๕ การบรรลุธรรมเป็นเรื่องวิวัฒนาการของจิต
หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ
ไม่มีการวิวัฒนาการ ก็ไม่เรียกว่าการปฏิบัติธรรมแบบพุทธครับ แน่นอนว่านักปรัชญาไม่มีสิ่งเหล่านี้
พวกเขาแค่ใช้สมองเรียนรู้ปรัชญาแล้วเอามาพล่ามพูดให้ดูดี ให้ดูฉลาดก็เท่านั้นเอง
แต่จิตวิญญาณของพวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปไหนเลย พวกเขาไม่มีวิวัฒนาการอะไรเลย
แต่นักฏิบัตินั้นจะถูก “บีฑาธรรม” อย่างหนัก
เพื่อให้เกิดวิวัฒนาการในระดับจิตวิญญาณหรือในระดับพลังงานขึ้น นั่นเอง ผู้ที่จะปฏิบัติธรรมแบบเอาจริงเอาจัง
จะต้องสละความลุ่มหลงในปรัชญา ล้างให้เป็นศูนย์ให้ได้
๖ การบรรลุธรรมต้องผ่านการถูกบีฑาธรรม
ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง
การวิวัฒนาการในระดับจิตวิญญาณ
ไม่ใช่แค่ใช้สมองทำความเข้าใจแล้วจะสำเร็จมรรคผลอะไรได้
การที่เรามีความเข้าใจในธรรมตรงเป๊ะๆ เขาเรียกว่าได้ “ปริยัติ”
ที่สมบูรณ์เท่านั้นเองครับ ทว่า เมื่อคุณเข้าสู่การปฏิบัติจริงๆ คุณจะต้องเข้าสู่กระบวนการถูกบีฑาธรรมอย่างหนัก
เคี่ยวกรำ เคี่ยวเข็ญ จนเหมือนตายทั้งเป็น เหมือนจิตวิญญาณดับสลายเลยทีเดียว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องการรู้หรือไม่รู้อะไรแล้วครับ
ณ จุดนี้ คุณอาจโง่ อ่านหนังสือไม่ออก ไม่รู้อะไรเลยเหมือนท่านเว่ยหลางก็ได้
๗ ถ้าโง่ไม่พอก็ไม่มีวันหลุดพ้นจากปรัชญา
“ศิษย์โง่มาเรียนเซน” นี่คือคำปริศนาธรรมที่ซ่อนความนัยไว้อย่างชัดเจนและตรงประเด็นที่สุด
หากคุณยังโง่ไม่พอ หรือไม่ยอมโง่ คุณจะไม่มีทางหลุดพ้นจาก “ปรัชญา” ได้
คุณจะวนเวียนอยู่กับปรัชญานั่นละ ปรัชญานั้นเหมือนพันธนาการไม่หายสูญไปเสียที ไม่ว่างเปล่าไปเสียที
จนกว่าคุณจะโง่แบบสุดๆ จริงๆ ไม่รู้อะไรเลยจริงๆ นั่นเอง คือ จุดเริ่มต้นที่คุณจะปฏิบัติธรรมได้
นี่คือ ความหมายของวลีว่า “ศิษย์โง่มาเรียนเซน” ผู้เขียนเองก็เคยถูกทำให้โง่
ถูกหลอกจนชีวิตปั่นป่วนไปหมด เหมือนถูกรุมชกจนเบลอ จึงเริ่มต้นปฏิบัติธรรมได้ครับ
ความหลุดพ้นจากปรัชญาคือจุดเริ่มต้นของการปฏิบัติธรรม!

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น