มรรคผลแห่งฆราวาสผู้ทรงธรรม
บทความที่แล้วผู้เขียนได้กล่าวเกริ่นนำเป็นเบื้องต้นในเรื่องการปฏิบัติธรรมในเพศฆราวาสแบบพระทำได้อย่างไร?
ซึ่งเป็นเนื้อหาเชิง “มรรค” ไปแล้ว
ในบทความนี้จะขออธิบายเพิ่มเติมในเชิง “ผล” บ้างว่าฆราวาสผู้ทรงธรรมนั้นควรเล็งผลการปฏิบัติธรรมอย่างไร?
แบบใดได้บ้าง? เมื่อได้ผลจะเป็นเช่นไร? ดังต่อไปนี้ครับ
๑ ความไร้ซึ่งเพศฆราวาสแล้ว
ฆราวาสนั้นจะมีเพศชายและเพศหญิง เมื่อผู้ปฏิบัติธรรมสำเร็จผลได้
เพศฆราวาสจะหมดสิ้นไป จะเกิดเพศใหม่แทนที่ เช่น เพศพรหม, สมณะเพศ, มหาบุรุษเพศ
ทั้งสามเพศนี้ไม่ใช่กระเทยหรือเพศที่สามนะครับ แต่เป็น “ภาวะเหนือเพศ” ซึ่งจะเกิดได้จากความหลุดพ้นแล้วจากความเป็นเพศชายและเพศหญิง
หลายท่านที่พยายามจะหลุดพ้นจากเพศหญิงแต่ยังไม่สำเร็จ ทำได้แค่เลียนแบบผู้ชายก็มี
เช่น ผู้หญิงที่อยากบวชพระเป็นภิกษุณีให้เหมือนกับพระ
เรียกร้องความเสมอภาคและสิทธิสตรี ผู้ชายบางคนพยายามจะหลุดพ้นจากความเป็นเพศชาย
แต่กลับกลายเป็นกระเทยแทนก็มี ทั้งสองแบบนี้คือ ยังไม่สำเร็จมรรคผลทั้งคู่นะครับ
๒ ความมีระดับเหนือปุถุชนทั่วไป
หากปฏิบัติธรรมแล้วยังเหมือนเดิม เป็นปุถุชนเช่นเดิมก็ไม่เรียกว่าได้มรรคผลอะไร
ดังนั้น เมื่อฆราวาสได้ผลจากการปฏิบัติธรรมเขาย่อมจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าเดิม สูงขึ้นกว่าเดิม นี่คือ
“การยกระดับทางจิตวิญญาณ” ครับ เมื่อนั้น ความคิด, จิตใจ, อารมณ์, การกระทำ ฯลฯ
ก็จะสูงกว่าปุถุชนทั่วไป แต่ไม่ใช่สูงแบบทางโลกนะ แบบนั้นก็ยังเป็นปุถุชนเหมือนเดิมเท่านั้นเอง
ที่กล่าวว่าสูงขึ้นนี้เป็นเรื่องทางธรรม
เรื่องจิตใจและเรื่องการใช้ชีวิต เช่น การมีศีลเป็นปกติ, การมีธรรม, การไม่หลงโลก,
การไม่จมอยู่กับกระแสของโลก ฯลฯ เหมือนดั่งบัวที่บานเหนือน้ำ
ไม่ถูกอะไรครอบงำหรือพัดพาไป ความลุ่มหลงในทางโลกก็เบาบางหรือเป็นไปในทางเจริญ
๓ ความเรียบง่ายและใช้ชีวิตสมถะ
เมื่อฆราวาสสำเร็จธรรมแล้ว จะมีชีวิตที่เรียบง่าย
นี่ไม่ใช่การไปตั้งเจตนาทำเอาหรือคิดเอา อุทานไปเองครับ แต่มันเป็นไปเองตามธรรมะ
ธรรมชาติจริงๆ เช่น บางคนเหมือนไม่ได้ทำงานยุ่งวุ่นวายเหมือนใครเขาเลย
มีชีวิตที่สงบว่าง หรือใครๆ เอื้อมถึงได้ยาก ทำให้ไม่วุ่นวาย ไม่จอแจ
ชีวิตสงบลงมากครับ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริง พิสูจน์ได้จริง
และไม่ต้องรอชาติหน้า จะเกิดผลในชาตินี้เป็นปัจจุบันเลยครับ
โดยที่เราไม่ต้องหลบหนีคนไปเข้าป่าอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างเกิดเองทั้งหมด เป็นไปตามธรรมะ
ธรรมชาติจัดสรรทั้งหมด ไม่ได้มีเจตนาจะให้มันเป็นเช่นนั้นเลย ชีวิตก็เลยว่าง, เบา,
บาง, เรียบง่าย ฯลฯ มีเรื่องกวนใจน้อยมากในแต่ละวันครับ
๔ ความเป็นปกติสุข เต็มอิ่มจากภายใน
สิ่งนี้จะเกิดเองอีกเช่นกันเมื่อฆราวาสสำเร็จมรรคผลทางธรรมแล้ว
จะไม่ร้อนรน กระวนกระวายใจ แต่จิตจะสงบสุข สงัดเงียบ อยู่คนเดียวก็ได้ ก็ดี
ก็มีสุข แต่ถ้ายังมีความเป็นปุถุชนอยู่ จะมีกิเลสตัณหาหนาแน่น
ก็จะแสดงออกชัดเลยครับว่า เหงายัง, เงี่ยนจัง, หงี่จัง, คันจัง
อยากให้ใครสักคนมาพูดคำหวาน มาพะเน้าพะนอ มาเอาอกเอาใจ มาอะไรต่อมิอะไร ฯลฯ คือ
ความเป็นปุถุชนที่ชุ่มโชกด้วยกิเลสพวกนี้มันจะตามมาเป็นแถวเลย สังเกตุได้เลยว่าพวกที่ไม่ได้มรรคผลทางธรรมนั้น
จะชอบคลุกคลีตีโมง กับคนนั้นคนนี้ อยากให้คนนั้นคนนี้มารุมมาล้อม
แบบนี้เรียกว่าไม่มีความสันโดษ ไม่มีฌาน ไม่มีความปกติสุข
ไม่มีจิตที่สงัดวิเวกอะไรเลย
๕ มีความหลุดพ้นหรือเอาตัวรอดได้
ฆราวาสผู้ทรงธรรมที่สำเร็จมรรคผลทางธรรมนั้น
บางท่านจะเหมือนน้ำกลิ้งบนใบบัว กลิ้งกลอกแต่ไม่หลอกใครเป็นไปเพื่อเอาตัวเองหลุดพ้นจาก
“ตาข่ายพรหม” ตาข่ายทางโลกให้ได้ เคยเห็นคนที่ “จับตัวได้ยาก” มั้ย เหมือนปลาเป็นที่ดิ้นได้
ลื่นไหลได้ เราจะจับเขาได้ยากมากๆ แต่ถ้าใครเหมือนปลาตายถูกจับตัวได้ง่ายๆ
นี่ก็แสดงว่ายังไม่ได้ความหลุดพ้นอะไรนะ ของแท้ ของจริง
มันหายากจับได้ยากยิ่งกว่าเพชรเสียอีกคุณ ฮ่าๆๆ
พระอรหันต์อะไรเขาจะมาอยู่ในคุณจับตัวเข้าถึงตัวเขาได้ง่ายๆ ละ
ท่านตื่นแจ้งแล้วว่า “โลกนี้คือกรง”
ท่านย่อมมีสติว่องไวพอที่จะเอาตัวรอดจากการถูกล่า ถูกจับ
จากใครต่อมิใครไม่ว่าจะถูกล่อด้วยอะไรทั้งนั้นครับ
มรรคผลของฆราวาสนี้ กล่าวแบบพื้นๆ บ้านๆ
ให้สังเกตุได้ง่ายๆ ครับ

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น