ความร่ำรวยแบบอนัตตาที่แท้จริง




ในบทความก่อนๆ ได้อธิบายแนวคิดในการดำรงอยู่อย่างสมศักดิศรีของมนุษย์แบบผู้มีปัญญา ที่ไม่ใช่แบบปุถุชนหลงโลกมาแล้วว่าสามารถจะสมความปรารถนาได้อย่างไร? ในบทความนี้จะขออธิบายเพิ่มเติมในเรื่อง “ความร่ำรวยแบบอนัตตาที่แท้จริง” ซึ่งเป็นความร่ำรวยแบบไม่ครอบครองแต่สามารถใช้ได้ ดังต่อไปนี้

ความร่ำรวยที่ไม่ครอบครองแต่ใช้ได้
ดังที่ได้ยกตัวอย่างการดำรงอยู่ของพระสงฆ์ในพุทธศาสนา เช่น การไม่ครอบครองที่อยู่แต่สามารถอยู่ในวัดได้ นี่เรียกว่าไม่ได้ครอบครองแต่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เป็นความร่ำรวยแบบอนัตตาครับ การปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่อย่างคนยากจน จะอยู่อย่างคนรวยก็ได้ แต่มิใช่อยู่อย่างคนรวยที่หลงโลกเหมือนปุถุชนทั่วไป ในความเป็นจริงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่สิ่งอื่นก็สามารถใช้โดยไม่ครอบครองได้เช่นกัน ทว่า สิ่งนี้มิใช่สิ่งที่จะคิดเอาเองหรืออยากทำก็ทำได้ แต่จะต้อง “ปฏิบัติให้ถึง” ก่อน เมื่อปฏิบัติถึงขั้นนั้นแล้วก็จะเห็นผล มีความสามารถที่จะใช้โดยไม่ครอบครองได้ แต่มิใช่ว่าสิ่งของทุกอย่างจะได้ผลเช่นนี้พร้อมกันหมดนะครับ

๒ เป็นสิ่งแท้ภายในมิใช่สิ่งของภายนอก
“ความร่ำรวยแบบอนัตตา” เป็นบารมีธรรมภายใน มิใช่สิ่งของภายนอก อันสิ่งของภายนอกนั้นเป็นแค่ของปรุงแต่งที่ทำให้เรา “ดูเหมือนรวย” เท่านั้นเอง แต่บารมีธรรมภายในของเราจริงๆ เรามีหรือเปล่า? เรารวยจริงหรือเปล่า? เพราะสิ่งของนอกกายนั้นไม่เที่ยง ไม่ใช่ธรรมแท้ สิ่งเหล่านี้อาจมีอยู่เมื่อเรามีบุญ แต่หมดไปเมื่อเราหมดบุญก็ได้ ความร่ำรวยทางโลก และสิ่งของนอกตัวมากมายอาจมลายสิ้น เพราะความไม่เที่ยงก็ได้ ทว่า ความร่ำรวยแบบอนัตตานั้นเป็นบารมีธรรมภายใน ที่แม้สิ่งของภายนอกมลายสิ้นไปแล้ว เราก็ยังมี เราก็ยังได้อยู่เสมอ เราจะเป็น “แม่เหล็กดึดูดสิ่งนั้น” ให้เข้ามาหาเราเองได้ ต่อให้สิ่งนั้นสิ้นไปแล้วก็ตาม

๓ ต้องปฏิบัติจนเกิดบารมีต่อสิ่งนั้นๆ
เช่น หากเราต้องการร่ำรวยที่อยู่ เราต้องปฏิบัติจนสำเร็จก่อน เราก็จะมีที่อยู่ได้โดยไม่ต้องครอบครอง แต่เราจะไม่มีบารมีธรรมในสิ่งอื่นนะ อันนี้ได้เฉพาะที่อยู่ หากเราต้องการมีบารมีธรรมต่อสิ่งอื่นๆ เช่น ยานพาหนะ เราก็ต้องปฏิบัติจนเกิดบารมีธรรมต่อยานพาหนะด้วย ผู้เขียนเคยพบพระธุดงค์รูปหนึ่ง ไม่ว่าท่านจะไปไหน ท่านโบกรถได้ทุกที่เลย ในขณะที่ผู้เขียนทำไม่ได้ ไม่มีใครรับเลย นี่ละ บารมีธรรมต่อยานพาหนะที่เขามี แต่เราไม่มี แม้ตอนนั้นเราจะบวชพระเหมือนกันอยู่ได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของวัดเหมือนกันก็ตาม แต่บารมีธรรมที่มีต่อสิ่งอื่นๆ เราก็ยังต้องบำเพ็ญเอาเองของใครของมัน และทางนี้ต่างหากที่เรียกว่าความร่ำรวยที่แท้จริง

๔ เป็นสิ่งที่ฆราวาสก็มีได้ไม่ใช่มีแต่พระ
สมัยก่อนผู้เขียนพบ “แม่บ้าน” ทำความสะอาดหลายคน มีบุญได้อยู่บ้านหรู คือ เขาจ้างมาทำความสะอาดครับ ส่วนเจ้าของบ้านนั้นไม่มีบุญจะได้อยู่ในเวลากลางวัน ไม่มีบุญจะได้เห็นความสวยงามของมัน เพราะต้องออกจากบ้านไปทำงาน กลับบ้านก็มืดค่ำแล้ว เป็นเช่นนี้ทุกวัน ดังนั้น ผู้ที่ได้อยู่ในบ้านหรูจริงๆ จึกลาย เป็นแม่บ้านที่มาทำความสะอาดนั้น แม่บ้านมีบุญที่จะได้อยู่บ้านหรูๆ แต่ต้องทำหน้าที่ของตน คือ ทำความสะอาดนะครับ เหมือนผู้เขียนทำงานผ่านมือถือ, ผ่านเน็ต สามารถทำที่ไหนก็ได้ ผู้เขียนก็มักไปใช้เถียงนาที่อยู่ไม่ไกลเป็นเหมือนออฟฟิศที่ทำงาน เพราะมีความเงียบสงบ ทำให้สร้างสรรค์งานเขียนออกมาได้ดีครับ




๕ สิ่งนั้นจะมาพร้อมการทำตามหน้าที่
ดังที่กล่าวไว้แล้วว่าแม่บ้านมีหน้าที่ทำความสะอาด จึได้อยู่บ้านหรูๆ กล่าวได้ว่าสิ่งต่างๆ จะมารับรองเราแบบอนัตตาได้เมื่อเราทำหน้าที่ของเรานั่นเอง หากเราไม่ทำงาน ไม่ทำหน้าที่อะไรเลย เราก็จะไม่มีอะไรเลย ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นเงิน, ทอง, รถยนต์, มือถือ, เสื้อผ้าหรูๆ, กระเป๋าแพงๆ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สามารถมีได้ มาได้ เมื่อเราทำหน้าที่ของเราครับ เช่น ดาราเมื่อต้องแสดงละคร เขาก็จัดเสื้อผ้า, แต่งหน้าทำผมให้หมด จริงไหมครับ? หากจะกล่าวว่า “พระเจ้าเตรียมทุกอย่างให้เราหมดแล้ว พร้อมแล้ว” เราแค่ทำหน้าที่ของเราให้ดีก็พอ คิดว่าไม่เกินเลยความจริงครับ หากเราไม่หลงหัวโขนจนอยากยึดครองสิ่งนั้นๆ เราก็จะไม่ต้องซื้อมันมาครับ

เราต้องทำหน้าที่แบบไม่ยึดครองไปก่อน แล้วมันก็จะมาเองครับ

ความคิดเห็น